
ยกจันทบุรีแหล่งอัญมณีโลก
ศึกษาตั้งเขตปลอดภาษีเชื่อมแอฟริกาเสนอนายกฯก่อนเยือนโมซัมบิก28ก.ค.นี้
ศึกษาตั้งเขตปลอดภาษีเชื่อมแอฟริกาเสนอนายกฯก่อนเยือนโมซัมบิก28ก.ค.นี้
ยกระดับจันทบุรี สู่ศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับ เชื่อมโมซัมบิก ตั้งเป็นเขตปลอดภาษี
นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สค.) เปิดเผยว่า ได้เดินทางไปศึกษาสภาพความพร้อมในการยกระดับให้ จ.จันทบุรี เป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของอุตสาหกรรมไทย เพื่อเชื่อมโยงวัตถุดิบจากภูมิภาคแอฟริกา โดยเฉพาะโมซัมบิก แทนซาเนียและมาดากัสการ์ โดยโมซัมบิกเป็นแหล่งพลอยอันดับ 1 ของผู้ประกอบการไทยและของโลก คาดว่าจะสร้างรายได้เข้าประเทศและสร้างงานให้แรงงานฝีมือในอุตสาหกรรมนี้ได้หลายแสนคน
ถึงการแนวทางผลักดันจัดตั้งนครอัญมณี ของจังหวัดจันทบุรีว่า
“ในเบื้องต้นผู้ประกอบการต้องการให้กรมเสนอรัฐบาล เพื่อจัดตั้งเป็นเขตสิทธิประโยชน์พิเศษอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ โดยผลักดันโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุน กำหนดสิทธิประโยชน์ สร้างระบบการค้าและจัดเป็นพื้นที่ปลอดอากร (Duty Free) เพื่อดึงดูดผู้ค้าและนักลงทุนต่างชาติเข้ามาได้มากขึ้น” นางศรีรัตน์ กล่าว
ขณะที่ได้ให้สมาคมผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรี สมาคมค้าพลอยสีไทยโมซัมมิก ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนร่วมกันจัดส่งสรุปแผนมายังกรมก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเยือนโมซัมบิก แทนซาเนียและยูกันดาในระหว่างวันที่ 28 ก.ค.2 ส.ค. 2556 นี้
นอกจากนี้ ได้กำหนดยุทธศาสตร์ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลก โดยดำเนินกลยุทธ์ในด้านการพัฒนาและส่งเสริมภาพลักษณ์อุตสาหกรรมด้านนี้ เร่งสำรวจและจัดหาวัตถุดิบจากต่างประเทศในปริมาณที่เพียงพอ พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเครื่องประดับและสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า การพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรในการแข่งขันทั้งการผลิต เจียระไน ออกแบบ และบริหารการจัดการ
ตลอดจนศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลสินค้าในตลาดต่างประเทศ การพัฒนาบุคลากรในธุรกิจให้มีความสามารถรองรับการขยายตัวของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในการผลิต ออกแบบ ตลอดจนการบริหารการจัดการ และเร่งขยายตลาดใหม่ๆ โดยสนับสนุนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า การจัดคณะผู้แทนการค้า และพัฒนาการซื้อขายสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซ
ทั้งนี้ ไทยตั้งเป้าหมายการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับปี 2556 มีมูลค่า 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตคงที่ โดยช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค.พ.ค.) ปี 2556 มีมูลค่า 3,337.07 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 27%โดยสินค้าฯเมื่อหักทองคำไม่ขึ้นรูปแล้วจะมีมูลค่า 2,762 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 3% ซึ่งเป็นมูลค่าส่งออกที่ไม่แตกต่างจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนมากนัก จึงเป็นข้อสังเกตได้ว่า ภาวะราคาทองคำของโลกที่ผันผวน ยังคงส่งผลกระทบต่อภาพรวมของการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทย
อย่างไรก็ตามข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะเริ่มชะลอมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในปลายปี 2556 นี้เป็นจริง โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เช่น พันธบัตรรัฐบาล จะสิ้นสุดลงประมาณกลางปีหน้า จะส่งผลให้ค่าเงินสกุลดอลลาร์ปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบหลายสัปดาห์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจการส่งออกในวงกว้าง รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจส่งออกของไทยด้วย
สำหรับตลาดส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ 5 อันดับแรกของไทย ได้แก่ ฮ่องกง สหรัฐ ยูเออี อินเดีย และสิงคโปร์ ส่วนตลาดอัญมณีและเครื่องประดับหักทองคำยังไม่ขึ้นรูป ได้แก่ ฮ่องกง สหรัฐ ยูเออี เบลเยียม และเยอรมนี โดยตลาดอินเดียถือเป็นตลาดที่น่าสนใจ แต่อินเดียใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (NTB) และการที่ไทยไม่สามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย – อินเดียได้อย่างเต็มที่จึงจะเร่งเจรจาเพื่อเพิ่มการค้าอีกทางหนึ่ง







