
โรงแรมราคาประหยัดแข่งดุรับเครือใหญ่โดดชิงตลาด
ปัจจุบันตลาดโรงแรมระดับกลางลงไป ส่อแววเติบโต ตั้งแต่มีสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์ แอร์ไลน์) เข้ามาเปิดตลาดเมืองไทย แต่ปีนี้ตลาดนี้มีแววเติบโตร้อนแรงองศาเดือดมากขึ้น เมื่อแบรนด์ใหญ่ล้วนกระโดดมาเล่นตลาดนี้ เช่น เซ็นทารา ที่ประกาศส่งแบรนด์โคซี่ แบรนด์โรงแรมระดับกลาง (อีโคโนมี โฮเต็ล) และดิเอราวัณ กรุ๊ป ซึ่งเดิมใช้แบรนด์ไอบิส และไอบิส สไตล์ ในเครือแอคคอร์ เจาะตลาดระดับกลาง ก็หันมาเปิดแบรนด์โรงแรมต้นทุนต่ำ (บัดเจ็ต โฮเต็ล) ภายใต้ชื่อ ฮ็อบ อินน์
ปัจจุบันตลาดโรงแรมระดับกลางลงไป ส่อแววเติบโต ตั้งแต่มีสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์ แอร์ไลน์) เข้ามาเปิดตลาดเมืองไทย แต่ปีนี้ตลาดนี้มีแววเติบโตร้อนแรงองศาเดือดมากขึ้น เมื่อแบรนด์ใหญ่ล้วนกระโดดมาเล่นตลาดนี้ เช่น เซ็นทารา ที่ประกาศส่งแบรนด์โคซี่ แบรนด์โรงแรมระดับกลาง (อีโคโนมี โฮเต็ล) และดิเอราวัณ กรุ๊ป ซึ่งเดิมใช้แบรนด์ไอบิส และไอบิส สไตล์ ในเครือแอคคอร์ เจาะตลาดระดับกลาง ก็หันมาเปิดแบรนด์โรงแรมต้นทุนต่ำ (บัดเจ็ต โฮเต็ล) ภายใต้ชื่อ ฮ็อบ อินน์
ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าวว่า แบรนด์โคซี่จะเป็นโรงแรมอีโคโนมี โฮเต็ล ระดับราคาห้องพัก 1,000-1,300 บาทต่อคืน ซึ่งคู่แข่งคือ ไอบิส ที่เป็นอีโคโนมี โฮเต็ล เหมือนกัน ขณะที่ ฮ็อบ อินน์ ของดิเอราวัณ กรุ๊ป เป็นบัดเจ็ต โฮเต็ล เน้นไปที่ตลาดระดับราคาต่ำกว่านี้ จึงน่าจะเป็นคู่แข่งของ ทูน โฮเต็ลส์ และบัดเจ็ต โฮเต็ลแบรนด์อื่นมากกว่า
สำหรับ 3 ปีจากนี้คงได้เห็นโรงแรมโคซี่ 35 แห่ง แห่งแรกจะเริ่มปลายปี 2557 ถึงต้นปี 2558 ในกรุงเทพฯ จากนั้นคงต้องใช้เวลาทำตลาดพอสมควร เมื่อเข้าที่แล้วจะเริ่มขยายโรงแรมโคซี่มากขึ้น โดยจะเน้นในกรุงเทพฯ และตามจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญก่อน มุ่งลูกค้าทั้งคนไทยและต่างชาติ มีขนาดห้องพัก 100-150 ห้อง ใช้เงินลงทุนต่อห้อง 1.3-1.5 ล้านบาท
อทิชา ภาษาประเทศ ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคอินโดจีน บริษัท เรด แพลนเนต โฮเต็ลส์ ผู้บริหารแฟรนไชส์ ทูน โฮเต็ลส์ ในไทย กล่าวว่า การที่มีเครือโรงแรมใหญ่ลงมาจับตลาดโรงแรมระดับกลางลงมามากขึ้นจะเป็นผลดีต่อตลาดโดยรวม เพราะจะทำให้คนไทยและคนในเอเชียรู้จักโรงแรมประเภทต้นทุนต่ำมากขึ้น ทำให้ผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งผู้บริโภคจะได้ประโยชน์โดยตรงเพราะมีแบรนด์ให้เลือกมากขึ้น ในส่วนของทูน โฮเต็ลส์ ไม่กังวลกับการแข่งขัน เพราะเป็นแบรนด์บัดเจ็ต โฮเต็ล แห่งแรกๆ ที่เข้ามาในเมืองไทย
จุดขายที่ทูน โฮเต็ลส์ ในไทย จะเน้นการบริการ เพราะเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้คนที่เคยใช้บริการกลับมาใช้อีก เน้นทำเลที่ตั้งย่านใจกลางเมือง แหล่งท่องเที่ยว รถไฟฟ้า เดินทางสะดวก ทำให้เจาะตลาดได้ทั้งคนไทยและต่างชาติขึ้นอยู่กับทำเล ซึ่งสัดส่วนคนไทยและต่างชาติในทูน โฮเทล ที่มีอยู่แตกต่างกันไป ตามทำเลที่ตั้ง เช่น ทูน โฮเทล อโศก จะมีคนไทยกลุ่มที่มาออกงานมหกรรมซื้อขายสินค้าต่างๆ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์มาใช้งานเป็นประจำ หรือ ทูน โฮเทล พัทยา และป่าตอง จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า
ด้าน นิรันดร์ จาวลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เครือโรงแรมบีทู กล่าวว่า เมื่อเครือโรงแรมใหญ่ลงมาจับตลาดบัดเจ็ต โฮเต็ล การแข่งขันตลาดนี้สูงขึ้นแน่นอน ซึ่งบีทูเตรียมปรับตัวโดยเน้นการปรับปรุงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศช่วยให้ลูกค้าจองห้องพักได้ง่ายและสะดวกขึ้น ทั้งผ่านช่องทางออนไลน์และต่อยอดไปถึงการจองผ่านสมาร์ทโฟน คาดว่าจะเริ่มใช้ได้เดือน พ.ย.เป็นต้นไป จากนั้นจะเปิดตัวบัตร ไอ แอม บีทู บัตรเติมเงินและสะสมแต้มการใช้บริการ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญช่วยให้ลูกค้าเลือกใช้บีทู
“ในอนาคตที่เปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แล้ว ตลาดอาเซียนที่มีคน 600 ล้านคน จะเป็นเป้าหมายหลักของบัดเจ็ต โฮเต็ล” นิรันดร์ กล่าว
สุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการผู้ช่วยผู้อำนวยการ กลุ่มโรงแรมเอเชีย และนายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาโรงแรมไทยขนาดเล็กเป็นโรงแรมระดับกลางลงไปอยู่แล้ว แต่ไม่ได้มีแบรนด์ที่ชัดเจน ขณะที่เครือโรงแรมใหญ่ที่เตรียมบุกตลาดนี้มีแบรนด์ชัดเจน ดังนั้นหลังจากนี้คงได้เห็นโรงแรมไทยขนาดเล็กปรับตัวให้มีสินค้าที่ดีขึ้นเพื่อรับการแข่งขัน โดยโรงแรมประเภทนี้จะแข่งขันเรื่องทำเลที่ตั้งเป็นหลัก ส่วนรายเล็กๆ จะแข่งขันกับรายใหญ่ได้ โดยต้องสร้างความชัดเจนของแบรนด์โรงแรมกับกลุ่มลูกค้า ทำให้ลูกค้าที่เคยไปใช้บริการแล้วประทับใจและเกิดการบอกต่อ ไปเขียนวิจารณ์ แนะนำ ช่วยให้ผู้ที่มาอ่านบทวิจารณ์สนใจอยากไปพักตาม
เจริญ นัดพบสุข กรรมการผู้จัดการ โรงแรมเอสซี ปาร์ค และอุปนายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า โรงแรมไทยรายเล็กต้องปรับระบบบริหารจัดการคน ใช้คนให้น้อยลง ใช้พื้นที่ให้คุ้มค่า ใช้ประโยชน์ได้หลากหลายขึ้น เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้แข่งขันได้ และที่สำคัญอาจต้องหาเครือข่ายเป็นพันธมิตรโรงแรมในต่างประเทศเพื่อเพิ่มช่องทางดึงลูกค้า หรือจับมือสายการบินในประเทศเพื่อขายพ่วงแพ็กเกจโรงแรมพร้อมตั๋วเครื่องบิน เพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ
ทางด้าน กษมา บุณยคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิเอราวัณ กรุ๊ป กล่าวว่า การที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ขยับมาลงทุนโรงแรมระดับกลางล่างมากขึ้น เป็นไปตามเทรนด์ตลาด และเพราะแนวโน้มของโรงแรมระดับบนทำเลใจกลางเมืองเกิดใหม่ยากขึ้น เพราะราคาที่ดินสูงเกือบเท่าตัว เช่น ย่านอโศก ในอดีต พูดกันที่ 34 แสนบาทต่อตร.วา แต่ปัจจุบันแตะตร.วาละ 1 ล้านบาทแล้ว เป็นต้นทุนที่นำมาทำโรงแรม ซึ่งเป็นรายได้ระยะยาว ยากที่จะมีผลตอบแทนที่ดี จึงเป็นเหตุผลทำให้รายใหญ่ต้องมองโรงแรมเซ็กเมนต์ใหม่ๆ เพื่อสร้างการเติบโต
หากผู้ประกอบการโรงแรมไทยรายเล็กไม่ปรับตัวตั้งแต่ตอนนี้อาจตกที่นั่งลำบาก เมื่อโรงแรมแบรนด์ใหม่ของเครือโรงแรมยักษ์ใหญ่เปิดบริการ เพราะเครือใหญ่ได้เปรียบทั้งเรื่องเครือข่ายมากกว่า แบรนด์ชัดเจนกว่า และเงินมากกว่า







