
เปิดแนวปั้นเด็ก-เยาวชนไทยสู่อาเซียนอย่าง"ผู้พร้อม"
“เราคงไม่อยากได้เด็กและเยาวชนไทยที่เรียนจนหัวโต แต่ไม่รู้จักคิดวิเคราะห์”
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
“เราคงไม่อยากได้เด็กและเยาวชนไทยที่เรียนจนหัวโต แต่ไม่รู้จักคิดวิเคราะห์”
นี่คือประโยคบอกเล่าถึง “ความไม่อยาก” ของ สุกัญญา เวชศิลป์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเด็ก สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ (สท.) สะท้อนชัดถึงประเภทของเด็กและเยาวชนที่เธอไม่อยากเห็นและไม่อยากให้มีเพิ่มขึ้นอีกแล้ว
ยิ่งเมื่อไปเปรียบเทียบกับอาเซียน เด็กและเยาวชนไทยก็ด้อยกว่าชัดเจนใน 2 เรื่อง 1.ระเบียบวินัย และ 2.การคิดวิเคราะห์
ที่สำคัญเกณฑ์คำว่าเยาวชนของไทยนั้น หมายถึงบุคคลอายุ 1825 ปี ขณะที่สิงคโปร์นับไปถึงอายุ 35 ปี และบรูไนรวมถึง 40 ปี ทำให้เวลาทำกิจกรรมใดๆ ร่วมกัน เด็กและเยาวชนไทยจะเสียเปรียบเรื่องความเป็นผู้นำอย่างชัดเจน
เธอฉายภาพไปด้วยว่า การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนจะส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนไทยหลายด้าน เริ่มจากด้านการศึกษา จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง การศึกษาภาษาต่างๆ จะกลายเป็นเรื่องสำคัญมากขึ้น
ขณะเดียวกันเมื่อพ่อแม่เดินทางไปทำงานนอกถิ่นฐานหรือข้ามชาติ จะก่อให้เกิดผลกระทบตามมา 2 ทาง 1.เด็กถูกทอดทิ้งและเลี้ยงดูโดยขาดพ่อแม่และการดูแลที่ดีจากครอบครัว หรือ 2.เด็กต้องย้ายตามพ่อแม่
นอกจากนี้ เมื่อเด็กก้าวเข้าสู่วัยแรงงาน ก็จำเป็นต้องมีศักยภาพพร้อมแข่งขันกับชาวต่างชาติ เรื่องที่น่ากังวล คือ ท้องถิ่นที่เด็กอยู่มีการพัฒนาอาชีพกระแสหลักหรือไม่ หากไม่มีท้องถิ่นมีระบบส่งเสริมอาชีพอิสระที่เหมาะกับชุมชนแทนหรือไม่
ปัจจัยทั้งหมดนำไปสู่ความท้าทายของทุกภาคส่วนที่จะต้องร่วมกันพัฒนาเด็กให้มีคุณภาพ กลายเป็น “ผู้พร้อม” สามารถแข่งขันบนเวทีอาเซียนได้
เธอเชื่อว่า การพัฒนาเด็กและเยาวชนต้องทำทุกช่วงวัย เริ่มจากช่วงแรก กลุ่มแรกเกิดจนถึงอายุ 6 ปี คุณลักษณะที่จำเป็นสำหรับเด็กช่วงวัยนี้ คือ ต้องมีพัฒนาการสมวัย เริ่มมีทักษะการอ่าน สามารถเรียนรู้เรื่องต่างๆ ด้วยการสัมผัส ที่สำคัญคือ เด็กต้องเริ่มมีกลุ่มเพื่อน มีโอกาสเข้าสังคม
“มีการวิจัยว่าให้เด็กเข้าเรียนเนิร์สเซอรีหรือเข้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจะดีกว่าปล่อยให้อยู่ตามลำพัง เพราะเด็กจะขาดโอกาสสร้างพัฒนาการที่สำคัญจากการอยู่ร่วมกับสังคม”
ช่วงวัยถัดมา คือ กลุ่มอายุ 612 ปี กลุ่มนี้จะต้องแยกแยะความแตกต่างเป็นและยอมรับความแตกต่างเหล่านั้นได้ ต้องมีทักษะการคิดวิเคราะห์ ได้ฝึกวิเคราะห์เรื่องต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จนรู้จักเชื่อมโยงและมองภาพรวมของเรื่องต่างๆ ออก นอกจากนี้ต้องเริ่มมีอาวุธความรู้เกี่ยวกับเรื่องอาเซียนติดตัว
สำหรับกลุ่มต่อไป คือ กลุ่มอายุ 1218 ปี หลังจากที่ฝึกทักษะด้านต่างๆ ในช่วงวัยก่อนหน้ามาแล้ว กลุ่มนี้จะต้องมีคุณลักษณะที่ดีด้านทัศนคติด้วย โดยต้องมีจิตอาสาต่อทั้งสังคมและประชาคม ไม่ละเลยเรื่องการยอมรับความแตกต่าง ที่สำคัญต้องเริ่มตั้งเป้าหมายการก้าวเข้าสู่อาชีพอย่างเหมาะสม พร้อมกับเริ่มเรียนรู้ภาษาที่ 3
กลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มอายุ 1825 ปี กลุ่มนี้เริ่มเข้าใกล้วัยผู้ใหญ่จึงต้องฝึกให้ใส่เรื่องการใช้ชีวิตคู่และการเป็นพ่อแม่มากขึ้น เพื่อให้กลายเป็นพ่อแม่ที่ดีของลูกในอนาคตต่อไป นอกจากนี้จะต้องสามารถปรับตัวสอดรับกับสังคมที่เปลี่ยนแปลง และสามารถปรับตัวพร้อมไปทำงานในต่างประเทศได้ ส่วนทักษะต่างๆ ที่เคยมีมาตลอดช่วงวัยอื่นๆ จะต้องถูกนำมาต่อยอดในช่วงวัยนี้
อย่างไรก็ตาม มีเรื่องหนึ่งที่เธอย้ำให้ฝึกเด็กและเยาวชนไทยในทุกช่วงวัยคือเรื่อง “ระเบียบวินัย”
สุกัญญา เสริมว่า การดูแลเด็กในยุคประชาคมอาเซียนยังต้องดูแลเด็กชาวต่างชาติ เช่น เด็กชาวลาว เด็กชาวกัมพูชา ที่จะย้ายถิ่นเข้ามาอยู่อาศัยกับพ่อแม่ ให้ได้รับสิทธิและสวัสดิการตามที่เขาควรจะได้รับด้วย
นอกจากนี้ เครือข่ายภาครัฐที่ดูแลเด็กตลอดจนสมัชชาการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ จะต้องเข้ามามีบทบาทสร้างเครือข่ายเยาวชนทุกระดับ เป็นทั้งกลไกและ “พี่เลี้ยง” ช่วยขับเคลื่อนเด็กไทยให้มีความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนอย่างแท้จริง







