
ฮั่วเซ่งเฮงปั๊มรายได้
เร่งเปิดสาขาออกสินค้าเอาใจลูกค้าทุกกลุ่มทองขาลงแนะรอรับ1,250ดอลลาร์
เร่งเปิดสาขาออกสินค้าเอาใจลูกค้าทุกกลุ่มทองขาลงแนะรอรับ1,250ดอลลาร์
“ฮั่วเซ่งเฮง” ขยายสาขาหัวเมืองใหญ่ ออกผลิตภัณฑ์เข้าถึงลูกค้า เพิ่มรายได้ช่วงทองขาลง
นายธนรัชต์ พสวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส เปิดเผยว่า ช่วงที่เหลือของปีนี้บริษัทใช้กลยุทธ์ในการขยายสาขาไปยังหัวเมืองใหญ่เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้ามาใช้บริการได้สะดวกขึ้น ซึ่งวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้เปิดสาขาแห่งที่ 6 ที่อาคารยูไนเต็ด สีลม เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้กับบริษัท 15% ของยอดขายโดยรวม และมีแผนที่จะขยายไปตามหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัดอย่าง จ.เชียงใหม่ และอุดรธานี จากปัจจุบันมีสาขาที่ถนนเยาวราช 4 แห่ง และซีคอนสแควร์
นอกจากนี้ บริษัทพยายามเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะตอบสนองพฤติกรรมการลงทุนของลูกค้ามากขึ้น เช่น หลังสงกรานต์ที่ผ่านมาบริษัทได้เพิ่มสินค้าทองคำแท่งขนาด 50 สตางค์ เพราะลูกค้ารายย่อยต้องการลงทุนในทองคำขนาดเล็ก เนื่องจากมีราคาต่ำหรือเพิ่งเริ่มเข้ามาลงทุนในทองคำ
ขณะเดียวกัน ในอนาคตจะเพิ่มสินค้าทองรูปพรรณที่มีลวดลายหรือน้ำหนักทองที่จะออกแบบมาให้ตรงกับพฤติกรรมหรือไลฟ์สไตล์ลูกค้ามากขึ้น เช่น กลุ่มพนักงานออฟฟิศที่ต้องการดีไซน์หรือลวดลายที่แตกต่างจากเดิม
“การขยายสาขาและการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่คาดว่าจะช่วยทำให้รายได้ของปีนี้ลดลงเพียง 5-10% ซึ่งดีกว่าอุตสาหกรรมโดยรวมที่ปรับลงตามราคาทองเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีลดลงถึง 20%” นายธนรัชต์ กล่าว
สำหรับภาพรวมของอุตสาหกรรมในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ มีสีสันที่ลดลงตามราคาทองที่ลดลง เห็นได้จากลูกค้าที่เปิดบัญชีลงทุนออนไลน์ผ่านมือถือและสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นเพียง 8% จากต้นปี ถือว่าน้อยลงเมื่อเทียบกับครึ่งแรกของปีก่อนที่มีการเติบโตถึง 13% โดยปัจจุบันมีบัญชีออนไลน์ทั้งหมด 2 หมื่นบัญชี และซื้อขายสม่ำเสมอ (แอ็กทีฟ) จำนวน 70%
นอกจากนั้น สัดส่วนลูกค้าที่ลงทุนโกลด์ฟิวเจอร์สก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยครึ่งปีแรกมีสัดส่วนเพียง 30% ของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทั้งหมด เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 90% และในอุตสาหกรรมโดยรวมมีการซื้อขายเพียง 2,000 สัญญาต่อวันเท่านั้น ในทางตรงข้ามลูกค้ากลับมาเพิ่มการซื้อขายในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงหุ้นรายตัว (ซิงเกิลสต๊อกฟิวเจอร์ส) และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอ้างอิงเซต 50 (เซต 50 ฟิวเจอร์ส) ถึง 70% เทียบกับปีก่อนที่มีสัดส่วนไม่ถึง 10%
อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาบริษัทมีลูกค้าเพิ่มขึ้นมาจาก 2 ประเภทหลัก คือ การซื้อทองรูปพรรณ กับโครงการออมหุ้นขั้นต่ำเดือนละ 1,000 บาท ที่ปัจจุบันมีบัญชีกว่า 8,000 บัญชี เทียบกับสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 6,200-6,400 บัญชี
นายธนรัชต์ กล่าวถึงแนวโน้มราคาทองคำในช่วงที่เหลือของปีนี้ว่า ยังเป็นทิศทางขาลงอยู่ ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับความชัดเจนของมาตรการคิวอีของสหรัฐ ซึ่งตลาดคาดว่าจะลดคิวอีเร็วที่สุดในช่วงเดือน ก.ย. หรือปลายปีนี้ ดังนั้นระยะนี้จะเห็นราคาเคลื่อนไหวบริเวณ 1,2801,300 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือราคาในประเทศบาทละ 18,900-19,000 บาท แต่ในช่วงที่เหลือของปีนี้ให้แนวรับหลักอยู่ที่ 1,250 เหรียญสหรัฐ และแนวต้านที่ 1,340 เหรียญสหรัฐ







