
เล่าเหล้า
อีกไม่กี่วันก็ถึงวันเข้าพรรษา พอถึงช่วงเทศกาลนี้ทีไร โฆษณา“งดเหล้า” ก็จะปรากฏให้เราเห็นถี่เป็นพิเศษ
อีกไม่กี่วันก็ถึงวันเข้าพรรษา พอถึงช่วงเทศกาลนี้ทีไร โฆษณา“งดเหล้า” ก็จะปรากฏให้เราเห็นถี่เป็นพิเศษ
หลายปีมานี้การรณรงค์ดูเหมือนจะได้ผล เพราะอัตราการบริโภคแอลกอฮอล์ระดับอันตรายของคนไทยลดลงอย่างต่อเนื่องปีละ 1.5%
แต่หากนับกันแบบปกติ และเปรียบเทียบกับในอาเซียนแล้ว ข้อมูลจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ระบุถึงสถิติปริมาณการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนอาเซียนว่า คนไทยมีอัตราการบริโภคอยู่ที่ 7.1 ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ต่อคนต่อปีมากที่สุดในกลุ่มอาเซียน ตามด้วยลาว 6.7 ลิตร ฟิลิปปินส์ 6.4 ลิตร ส่วนประเทศที่มีอัตราบริโภคน้อยกว่าเพื่อน ได้แก่ อินโดนีเซียและพม่า อยู่ที่ 0.6 ลิตร
จากที่เคยเห็นมา หลายประเทศไม่ได้มีความเข้มงวด ไม่ได้มีกฎหมายเข้มข้นเรื่องเครื่องดื่มแอลกฮอล์แบบไทย เช่น ครั้งหนึ่งที่ผมไปเยือนลาว ผมพบว่าคนลาวดื่มเหล้ากันเอิกเกริกในวัดเสียด้วยซ้ำ ขณะที่ไทยมีกฎหมายทั้งห้ามดื่มและห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวัด
ยิ่งดูจากข้อมูลของกรมควบคุมโรคจะพบว่า ไทยกำหนดให้ผู้ซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป สูงกว่าเกณฑ์ของฟิลิปปินส์ พม่า มาเลเซีย สิงคโปร์ ที่กำหนดอายุ 18 ปีขึ้นไปเท่านั้น และสูงกว่าเวียดนาม กัมพูชา ลาว ที่ไม่จำกัดอายุผู้ซื้อในสินค้าแอลกอฮอล์บางประเภท
แง่การจำหน่ายเราก็ควบคุมทั้งเวลา เทศกาลสำคัญทางศาสนาปั๊มน้ำมัน ขณะที่หลายประเทศในอาเซียนแทบไม่ได้คุมอะไรเลย ยกเว้นเวลาจำหน่ายปกติ
การควบคุมการโฆษณา การจัดวางสินค้า การส่งเสริมการขาย เราก็ทำครบ ขณะที่สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ลาว และกัมพูชา ไม่ควบคุมเลย
เรื่องดังกล่าวอาจมองได้ 2 มิติ มิติแรกคือ มิติผู้บริโภค คนไทยเรามีพฤติกรรมชอบสังสรรค์กว่าชาวบ้านชาติอื่น สังเกตว่าไม่ว่าจะสุข ทุกข์ เศร้า เหงา เคล้าน้ำตา คนไทยก็สังสรรค์ได้ไม่ว่างเว้น (ฮา) สะท้อนเป็นตัวเลขออกมาในปี 2554 ว่าไทยมีนักดื่มที่ดื่มทุกสัปดาห์ 7.5 ล้านคน และในจำนวนดังกล่าว 2.8 ล้านคน ดื่มทุกวันหรือเกือบทุกวัน
ไม่เพียงเท่านั้น ผู้บริโภคไทยส่วนหนึ่งยังชอบ “แหก” สังเกตว่าแม้มีเกณฑ์ควบคุมอายุผู้ซื้อ ท้ายที่สุดกลุ่มอายุ 1519 ปี ก็ยังหาทางดื่มได้
มิติที่สอง คือ มิติผู้จำหน่าย แม้จะมีการห้ามจำหน่ายในหลายเวลา หลายสถานที่ แต่ต้องยอมรับว่าช่องทางค้าปลีกทั้งโมเดิร์นเทรดและเทรดดิชันแนลเทรดของไทยเข้าถึงง่ายแบบ “สุดๆ”
ขณะที่การควบคุมการโฆษณาและการส่งเสริมการขายนั้น แม้จะมีการควบคุมจริง แต่ผู้ผลิตไทยก็หาช่อง “สร้างแบรนด์” ด้วยวิธีอื่นได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย มูลค่าภาษีสรรพสามิตเบียร์และสุราที่กรมสรรพากรเก็บได้ จึงสูงขึ้นทะลุแสนล้านไปแล้ว
เรื่องน่าเป็นห่วงที่ตามมา คือ หลังจากเปิดประชาคมอาเซียนแล้วอาจมีสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นำเข้าจากต่างประเทศมากขึ้น ทำให้ตลาดแข่งขันสูงขึ้น ราคาสินค้าถูกลง ผู้บริโภคก็บริโภคเพิ่มขึ้น
เชื่อว่าแต่ละท่านทราบอยู่แล้วว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีผลเสียต่อสุขภาพ การขับขี่ยานพาหนะ และเรื่องอื่นใดอีกบ้าง สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นคือไม่ใช่แค่รอกฎหมายมาควบคุม แต่ผู้บริโภคต้อง “ควบคุมตัวเอง” ด้วย
และบางทีรัฐอาจไม่ควรรณรงค์แค่ผู้บริโภค แต่ต้องรณรงค์ให้ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายตระหนักไปด้วยพร้อมกัน







