
ยกเครื่องเอสเอ็มอีไทยเสริมเขี้ยวเล็บด้วย "ไอที"
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ “ไอที” เครื่องมือสำคัญในการทำธุรกิจ เพราะทุกอย่างถูกเชื่อมต่อด้วยอินเทอร์เน็ต แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) มีเพียง 30% ที่ใช้ไอที จากจำนวนเอสเอ็มอีทั้งประเทศเกือบ 3 ล้านราย ส่วนที่ไม่ใช้ไอทีเพราะยังมีความคิดแบบเดิมที่ไม่กล้าลงทุน เพราะมองไม่เห็นผลตอบแทนที่จะเกิดขึ้น
ขณะที่ผู้ประกอบการในสัดส่วน 30% ที่ใช้ไอทีในองค์กร ต่างยืนยันว่า ช่วยยกระดับธุรกิจอย่างมหาศาล ที่สำคัญการพัฒนาไอทีมาเชื่อมต่อธุรกิจทำได้ง่ายมาก หากเอสเอ็มอีมีความตั้งใจและพร้อมปรับธุรกิจในทุกระดับสู่ไอทีอย่างจริงจัง
วาที พีระวรานุพงศ์ ผู้อำนวยการส่วนบริการสารสนเทศ สำนักงานบริหารยุทธศาสตร์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมต้องการส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยให้ปรับแนวคิดการทำธุรกิจใหม่ โดยใช้ไอทีมาทำธุรกิจมากขึ้น เพราะทำให้ธุรกิจมีความคล่องตัว เพิ่มประสิทธิภาพและยอดขายให้สูงขึ้น รวมถึงลดต้นทุน
เริ่มด้วยการใช้ “ซอฟต์แวร์บริหารจัดการ” (ERP : Enterprise Resource Planning) ซึ่งจะช่วยยกเครื่องภายในองค์กรใหม่ ช่วยวางแผนธุรกิจตั้งแต่ต้นถึงปลายน้ำ เริ่มจากการเก็บข้อมูล ลงข้อมูลในคอมพิวเตอร์ การสั่งซื้อวัตถุดิบ วางแผนผลิต ราคาขาย ยอดขาย และสต๊อกสินค้า ทำให้เอสเอ็มอีมีข้อมูลทุกอย่างที่จัดเก็บผ่านคอมพิวเตอร์แบบเรียลไทม์
เมื่อรู้ว่าลูกค้าสั่งซื้อสินค้าอย่างไร จึงวางแผนผลิต บริหารสต็อกได้ถูกต้อง ต้นทุนไม่สูง ซึ่งที่ผ่านมาการเก็บข้อมูลของเอสเอ็มอีจะใช้วิธีบันทึกข้อมูลในเอกสาร โดยเมื่อหาข้อมูลแต่ละครั้ง ต้องใช้เวลานาน ทำให้การวางแผนผลิตไม่แม่นยำ มีค่าใช้จ่ายมาก และเสียโอกาสธุรกิจอย่างมหาศาลจนประเมินมูลค่าไม่ได้
สำหรับ ERP เป็นซอฟต์แวร์ของไทย ลงทุนขั้นต่ำ 4 แสนบาทต่อแห่ง ผู้ประกอบการลงทุน 3 แสนบาท และกรมร่วมสนับสนุน 1 แสนบาท สามารถติดต่อมาได้ที่กรม ถือว่าประหยัดมากกว่าการซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์มาติดตั้งโดยตรงที่มีราคามากกว่าล้านบาทขึ้นไป และมีค่าใช้จ่ายมาก ทั้งค่าติดตั้ง ค่าที่ปรึกษา ค่าอบรมพนักงาน และค่าบำรุงรักษารายปี
นอกจากนี้ กรมยังผลักดันโครงการ โมบาย แอพพลิเคชั่น ซึ่งเริ่มขึ้นในปีนี้และจะทำให้การจัดเก็บข้อมูลง่ายขึ้นลงบนโทรศัพท์มือถือ จากเดิมต้องลงบันทึกข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์ รวมทั้งยังมีแอพพลิเคชั่นใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี โปรแกรมบัญชีบริหารการเงิน การตลาด และการขาย ทำให้การบริหารงานสะดวก รวดเร็วขึ้น
ยกตัวอย่าง มีแอพพลิเคชั่นสำหรับฝ่ายขาย ที่ลงข้อมูลทั้งหมดผ่านแอพพลิเคชั่น จึงสามารถเสนอสินค้าทุกรายการต่อลูกค้าผ่านแอพพลิเคชั่น โดยไม่จำเป็นต้องมีโปรชัวส์สินค้า ส่วนธุรกิจโรงแรม สามารถใช้แอพพิเคชั่น นำเสนอห้องพักในระบบสามมิติแก่ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ไม่มีต้นทุนสูง เข้าถึงลูกค้าได้รวดเร็ว
รวมทั้งยังมีระบบหน้าร้านออนไลน์ หรืออีมาร์เก็ตเพลส เพื่อเชื่อมต่อระบบอีซัพพลายเชน ให้ผู้ประกอบการมาเชื่อมต่อแบบเรียลไทม์ ทั้งผู้ผลิต ผู้ซื้อ และผู้ขาย มีข้อดีคือช่วยวางแผนการผลิต มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ลดค่าใช้จ่าย ยกตัวอย่าง บริษัทที่ผลิตสินค้าพลาสติก จะต้องสั่งซื้อเม็ดพลาสติกจากบริษัทเอ และบริษัทเอก็ต้องสั่งซื้อวัตถุดิบมาจากบริษัทบี แต่หากทุกรายเชื่อมโยงด้วยอีมาร์เก็ตเพลส ส่งผลให้การวางแผนผลิตของทุกบริษัทมีประสิทธิภาพ ไม่เกิดปัญหาสต๊อกค้าง
เมื่อเอสเอ็มอีปรับมาใช้ระบบในบ้านด้วย ERP พร้อมเชื่อมต่อคู่ค้าภายนอกด้วยอีมาร์เก็ตเพลส มีสื่อใหม่แอพพลิเคชั่น ช่วยย่อองค์กรและข้อมูลสินค้าผ่านโทรศัพท์มือถือแล้ว กรมยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำไอทีมาใช้ด้านการตลาด การจัดทำหน้าเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และทวิตเตอร์ เพื่อนำเสนอสินค้าได้รวดเร็วและส่งตรงถึงลูกค้าทั่วโลกพร้อมกัน
“ทุกแนวทางการพัฒนาไอทีนั้น กรมพร้อมให้ความรู้แก่เอสเอ็มอีเข้ามาอบรม นำไปพัฒนาต่อในองค์กร และมีทีมที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำ เพื่อให้การนำไอทีไปใช้ในองค์กรประสบความสำเร็จ ส่วนข้อสงสัยที่ว่าการใช้ไอทีช่วยลดต้นทุนได้เท่าไหร่นั้น แต่ละรายจะไม่เท่ากัน เพราะธุรกิจแตกต่างกัน โดยส่วนใหญ่ลดต้นทุนได้อย่างน้อย 3.5% แต่เพิ่มยอดขายได้หลายเท่าตัว” วาที กล่าว
ท้ายที่สุด เอสเอ็มอีที่มีหน้าบ้านและหลังบ้านแข็งแกร่ง ก็เป็นธุรกิจที่พร้อมต่อการแข่งขันทุกโอกาส







