
เศรษฐกิจเสี่ยงโต 4% เหตุเครื่องยนต์ดับ
สกนธ์ วรัญญูวัฒนา อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ ขยายตัวได้ 4% ก็ถือว่าเป็นระดับที่สูงที่สุดแล้ว เพราะแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก 4 เครื่องยนต์ คือ การบริโภคในประเทศ การลงทุน การส่งออก และนโยบายการคลังนั้น ปรากฏว่า 3 ตัวแรกชะลอจนเกือบดับหมดแล้ว เหลือเพียง 1 ตัว คือ นโยบายการคลัง ที่ก็ยังไม่แน่ว่าจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มากนัก เพราะยังเบิกจ่ายงบประมาณได้น้อย และมีความเสี่ยงช่องว่างการคลัง
สกนธ์ วรัญญูวัฒนา อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ ขยายตัวได้ 4% ก็ถือว่าเป็นระดับที่สูงที่สุดแล้ว เพราะแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก 4 เครื่องยนต์ คือ การบริโภคในประเทศ การลงทุน การส่งออก และนโยบายการคลังนั้น ปรากฏว่า 3 ตัวแรกชะลอจนเกือบดับหมดแล้ว เหลือเพียง 1 ตัว คือ นโยบายการคลัง ที่ก็ยังไม่แน่ว่าจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มากนัก เพราะยังเบิกจ่ายงบประมาณได้น้อย และมีความเสี่ยงช่องว่างการคลัง
ถึงเครื่องยนต์นโยบายการคลังจะยังทำงานได้ แต่ยังมีโจทย์ 2 เรื่องที่ต้องดูว่าจะมีแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน โจทย์ที่ 1 คือ รายได้ในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2556 ถึงรัฐจะเก็บได้เกินเป้าหมาย โดย 3 กรม จัดเก็บสูงกว่าเป้า 5.466 หมื่นล้านบาท หรือ 3.8% กรมสรรพากรเก็บได้จริง 1.123 ล้านล้านบาท จากเป้าหมายที่คาดไว้ 1.083 ล้านล้านบาท กรมสรรพสามิตเก็บได้จริง 3.023 แสนล้านบาท จากเป้า 2.775 แสนล้านบาท กรมศุลกากรเก็บได้จริง 7.624 หมื่นล้านบาท จากเป้า 7.585 หมื่นล้านบาท เกินเป้าหมาย เพราะมีนโยบายรถยนต์คันแรก การเพิ่มภาษีสรรพสามิต สุรา ยาสูบ แต่ในระยะต่อไปต้องดูว่าหลังหมดนโยบายประชานิยมเหล่านี้แล้ว และรัฐบาลต้องคืนภาษีผู้ซื้อรถยนต์คันแรก แล้วรายได้สุทธิจะเหลือจริงเท่าไหร่ จะเพียงพอในการนำมากระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ หรือจำเป็นต้องหาช่องทางในการกู้มาเพิ่มเติมหรือไม่
โจทย์ที่ 2 คือ รายจ่ายในรอบ 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2556 มีการเบิกจ่ายไปแล้วเพียง 57-58% หรือคิดเป็นเงิน 1.38 ล้านล้านบาท ยังเหลือค้างอยู่อีก 1 ล้านล้านบาท ที่ยังไม่เบิกจ่ายตามแผน แต่เหลือเวลาแค่เพียง 34 เดือน ก็จะปิดงบประมาณ จึงยังไม่แน่ว่ารัฐบาลจะบริหารจัดการอย่างไร ยังไม่แน่ว่าการใช้เงินจะเป็นไปตามแผนหรือไม่
“ที่สำคัญ ในปีนี้ถ้ารัฐบาลต้องการให้จีดีพีโตได้ 4% ต้องมีการลงทุนภาครัฐให้ได้ที่ระดับ 5.16 แสนล้านบาท จากขณะนี้ที่รัฐบาลมีรายจ่ายลงทุนในงบประมาณที่ 4.5 แสนล้านบาท ซึ่งต้องลงทุนเพิ่มในปีนี้อีก 6.55 หมื่นล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ตามเป้าหมาย” สกนธ์ กล่าว
สกนธ์ กล่าวว่า หากประเมินถึงความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยและแนวโน้มในครึ่งปีหลัง จะพบว่ามีแนวโน้มชะลอตัวลง สะท้อนจากดัชนีเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจส่วนใหญ่ลดลงต่อเนื่อง อาทิ ดัชนีการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ดัชนีผลผลิตของภาคอุตสาห กรรม ซึ่งหดตัวต่อเนื่องมากจากไตรมาสแรกที่ผ่านมา ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าจีดีพีปีนี้อาจโตไม่ถึง 4%
“แต่ถึงแนวโน้มครึ่งปีหลังจะชะลอรัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องกระตุ้นเพิ่ม ผมคิดว่ารัฐจำเป็นต้องรักษาเอาไว้ก็พอ เพราะ 4% ถือว่าดีแล้ว การรักษาฐานรายได้หรือฐานการบริโภคของคนในประเทศไว้ให้จีดีพีโตได้เป็นเรื่องที่ดี แต่ในระยะยาวการบริโภคควรเกิดจากรายได้ การจ้างงานจริงๆจะดีกว่า ซึ่งก็ควรมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มศักยภาพประเทศ ไม่ใช่ให้การบริโภคโตมาจากการ ลด แลก แจก แถม ตามประชานิยมที่ ไม่ได้สร้างมาจากฐานรายได้จริง กินแล้วหมด ที่กระตุ้นก็เพิ่มแต่พอลดก็หมด ภาวะเช่นนี้ถ้าปลายปีนี้ยังไม่ฟื้น ส่งออกไม่ได้ ในปีหน้าก็ยังไม่แน่ว่าเศรษฐกิจจะดีกว่าปีนี้ได้” นายสกนธ์กล่าว
อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก้ดีในภาวะที่นโยบายการคลังอาจจะกระตุ้นไม่ได้มาก เนื่องจากช่องวว่าง Fiscal Space จะแคบลงเรื่อยๆ แต่นโยบาบการเงินหรือดอกเบี้ยนโยบายก้ไม่ควรมากระตุ้นแทน เพราะการลดดอกเบี้ยจะทำให้ครัวเรือนกู้เงินมาบริโภคเพิ่ม หนี้ครัวเรือนเพิ่มกลายเป็นปัญหาในระยาวได้อีก ที่สำคัญนโยบายการเงินควรรักษาเสถียรภาพในระยะยาวจะเหมาะสมกว่า ส่วนการลงทุน 2 ล้านล้านบาท หรือ 3.5 แสนล้านบาท ถึงจะดีเพราะเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่การลงทุนดังกล่าวก็แทบจะไม่ได้เชื่อมโยงกับส่วนอื่นๆ เช่น ระบบรถไฟ หรือ ระบบน้ำ ไม่ได้เชื่อมกับระบบน้ำอื่น หรือรถไฟเดิม รวมถึงเชื่อมถึงประเทศอื่นในภูมิภาค เพราะรัฐยังคงนโยบาบประชานิยมไว้
อย่างไรก็ตาม ถึงภาวะเศรษฐกิจประเทศจะชะลอ แต่เชื่อว่าจะไม่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจเหมือนปี 2540 เพราะถึงจะมีเงินทุนไหลเข้า จะมีการเก้งกำไรในหุ้น พันธบัตร หรือภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่สถานการณ์ปัจจุบันมีกฏระเบียบที่ทำให้ภาคสถาบันการเงินเข้มแข็ง มีการดูแลที่ดึ สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยกู้จึงไม่คิดว่าจะเกิดปัญหาเช่นในอดีต
ด้าน นายวิรไท สันติประภพ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ครึ่งปีหลังควรจะกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่นั้น ผมเห็นด้วยกับท่าทีของรมว.คลัง ที่บอกอาจไม่จำเป็นต้องกระตุ้นในช่วงสั้นๆ เพราะการที่เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ 4% กว่าๆ ยังถือว่าโตได้ใกล้เคียงกับระดับศักยภาพประเทศ สิ่งที่สำคัญมากกว่า คือ การคิดยาวๆ การคิดช่วยสั้นๆเพื่อให้ตัวเลขสูง อาจเสียโอกาสในการใช้เงินให้มีประสิทธิภาพ เพราะถ้าเอาเงินนั้นไปลงทุนเรื่องในระยะยาว เสริมความสามารถในการแข่งขันจะดีกว่า
“การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันช่วยมให้โตได้มากขึ้นในระยะยาว เราอาจจะติดกับแนวคิดการกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าเศรษฐกิจไม่ต่างจากศักยภาพมากนัก ก็ไม่จำเป็นต้องกระตุ้น เพราะการกระตุ้นเสียโอกาสในการใช้เงิน และเกิดผลข้างเคียงด้วย เพราะการกระตุ้นบริโภคแรงๆ หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น การย้ายการบริโภคการลงทุนในอนาคต มาอยู่ปัจจุบันเดียวมันก็ลดลง การคิดนโยบายระยะยาวน่าจเหมาะสมกว่า” นายวิรไทกล่าว
นายวิรไท กล่าวว่า การปรับฐานภาษีบุคคลใหม่ของรัฐบาลไม่น่าจะทำเพื่อต้องการเพิ่มเงินในกระเป้าของประชาชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จะจะเป็นการดำเนินการให้สอดคล้องกับภาษีนิติบุคคลที่ได้ทำไปก่อนหน้านี้แล้ว







