
กฤตเสนอไทยขยายธุรกิจฮาลาลสู่โลกมุสลิม
“กฤต”แนะไทยเน้นขยายธุรกิจฮาลาลสู่โลกมุสลิม หนุนร่วมนิคมอุตสาหกรรมยางพารากระตุ้นเศรษฐกิจชาติ
“กฤต”แนะไทยเน้นขยายธุรกิจฮาลาลสู่โลกมุสลิม หนุนร่วมนิคมอุตสาหกรรมยางพารากระตุ้นเศรษฐกิจชาติ
นายกฤต ไกรจิตติ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย กล่าวว่า หลังจากที่กลุ่มบีอาร์เอ็นประกาศลดก่อเหตุความรุนแรงช่วงเดือนรอมฎอน ถือเป็นเรื่องดี ทั้งนี้ สืบเนื่องจากนายราจิบ นาซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับไทย อีกทั้ง มาเลเซียจะเป็นประธานจัดประชุมอาเซียน ครั้งที่ 15 และแน่นอนว่าเสาหลักอาเซียนมี 3 เสา คือ การเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม ถ้าไม่มีสันติภาพการพัฒนาเศรษฐกิจก็คงไม่ง่าย
อย่างไรก็ดี หลังจากที่มาเลเซียไปช่วยฟิลิปินส์ในการอำนวยความสะดวกเรื่องการเจรจากับกลุ่มกบฏหมู่เกาะมินดาเนา จนกระทั่งได้มีการลงนามสันติภาพ จึงได้มาเสนอ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการขอเป็นตัวกลางการหารือเพื่อสันติภาพ ซึ่งส่วนตัวยินดีมาเลเซียมาเป็นเป็นตัวแทนเรื่องดังกล่าว
ทั้งนี้ อยากให้ผู้ว่าฯจังหวัดชายแดนไปศึกษาประวัติศาสตร์ประเทศเพื่อนบ้านให้ลึกซึ้ง เพราะเป็นพื้นฐานปัจจุบัน ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ของราชวงศ์ ความสัมพันธ์กับไทยมาอย่างยาวนาน อีกทั้ง มองว่าประชาชนชาวไทยในพื่นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กับมาเลเซีย อาจมีบรรพบุรุษคนเดียวกัน เพราะบางครอบครัวอาจมีญาติอยู่ทั้งฝั่งไทยหรือฝั่งมาเลเซีย ดังนั้น ความสัมพันธ์ระดับประชาชนสำคัญที่สุด ศาสนา วิถีชีวิต การปกครอง
“มีการพูดว่าพุทธกับมุสลิมทะเลาะกัน ไม่ว่าจะเป็นที่พม่าหรือที่ไหนในโลก ไม่มีศาสนาไหนให้คนไปฆ่ากัน ดังนั้น ถ้าอ้างศาสนาก็ถือว่าผิดแล้ว เรื่องของเชื้อชาติ มีใครเป็นไทยแท้และจีนแท้บ้าง ซึ่งไม่ใช่ประเด็น ฉะนั้น มีหลายมิติทั้งการเมือง การปกครอง เป็นเรื่องสำคัญ การได้รับความยุติธรรม การปฏิบัติโดยการยอมรับความแตกต่างทางศาสนา ประเพณี วิถีชีวิต และผมดีใจที่มาเลเซียเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก”นายกฤต กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ช่วงนี้จะเป็นเดือนรอมฎอน รัฐบาลมาเลเซียได้มอบหมายผู้ประสานงาน ช่วยประสานการพูดคุย แต่วิธีการ ขั้นตอน คงต้องปรับกันไป เงื่อนไขต่างๆที่บีอาร์เอ็นเสนอ ดังนั้น อยากเห็นความร่วมมือไทย-มาเลย์ฯ ในการพัฒนาร่วมกัน เพราะเรามียุทธศาสตร์พัฒนาร่วมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งเรื่องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม เปิดด่านชายแดน เพื่อให้ผู้คนสามารถข้ามผ่านไปมาได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ การพัฒนาเรื่องคมนาคมขนส่งคิดว่ามาเลเซียมีศักยภาพ เช่น แอร์เอเชีย ทุกคนจะหันมาใช้บริการบินไปในที่ต่างๆ ส่วนตัวเคยเสนอต่อสภาพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ (สศช.) อยากให้มีครบทุกด้านทั้งการค้า ลงทุน ท่องเที่ยว การเดินอากาศ ไทยแอร์เอเชียกับมาเลย์ฯมาร่วมกัน เป็นอาเซียนแอร์ไลน์ เอาผู้โดยสารจากทั่วทุกมุมโลกมาแจกจ่ายในภูมิภาคอาเซียน เชื่อมโยงภูเก็ต ลังกาวี กรมปีนัง ไปจนถึงอินโดนีเซีย ตามกรอบความร่วมมือที่มีอยู่
ส่วนความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างไทย-มาเลเซีย ตามกรอบคณะกรรมการว่าด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาร่วมสำหรับพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย (เจดีเอส) เป็นเรื่องที่สภาพัฒน์ฯของ 2 ประเทศ เป็นแม่งาน เพื่อให้สินค้าและประชาชนได้ไปมาหาสู่กันได้สะดวก ส่วนการค้าระหว่าง 2 ประเทศ เมื่อปีที่ผ่านมาอยู่ประมาณ 8 แสนล้านบาท ซึ่งไทยขาดทุนบ้าง เนื่องจากไทยต้องซื้อพลังงาน เช่น น้ำมัน ก๊าซ กลับเข้าประเทศ
อย่างไรก็ดี สินค้าที่มาเลย์ฯซื้อจากไทยก็มากเช่นกัน อย่าง วงจรอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนรถยนต์ แต่อยากให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ ศูนย์กลางธุรกิจฮาลาล ซึ่งไทยสามารถร่วมมือกันมาเลย์ฯได้ เนื่องจากมาเลย์ฯมองว่าไทยมีความสามารถผลิตอาหารฮาลาลมากกว่ามาเลย์ฯ โดยมาเลเซียจะช่วยไทยโดยร่วมกันนำสินค้าฮาลาลไปจำหน่ายทั่วโลกที่มีประชากรมุสลิมอยู่ หรือ ฮาลาลซุปเปอร์ไฮเวย์
ทั้งนี้ ไทยได้ตั้งคณะกรรมฮาลาลขึ้นมา ประกอบด้วย กรรมการกลางอิสลาม สมาคมผู้ส่งออกสินค้าฮาลาล และตั้งคณะกรรมการร่วมกับมาเลย์ฯ ซึ่งนายกฯได้ตกลงกับนายราจิบ เมื่อช่วงเดือนก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งเรื่องดังกล่าวยังโยงถึงโครงการครัวไทยสู่ครัวโลก โดยเฉพาะศอ.บต.มีบทบาทสำคัญในการเสริมความพัฒนา
ส่วนปัญหาแรงงานข้ามชาติ ก็คงต้องมีบ้างทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้น เรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงาน เป็นสิ่งที่อาเซียนต้องมาดูอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยางพารา ยังมีโครงการรับเบอร์ซิตี้ รับเบอร์เบลท์ ซึ่งมาเลย์ฯมีโครงการสร้างแผนงานนิคมอุตสาหกรรมยางพาราที่ชายแดนด่านบ้านประกอบจ.สงขลา ของมาเลย์ฯที่ด่านดุเรียนบุหรง ซึ่งมีทั้งสถาบันวิจัยศึกษา โรงงานที่จะเอายางดิบมาพัฒนาเป็นสินค้า โดยชวนไทยมาร่วมลงทุนเรื่องดังกล่าว รวมถึงให้ประเทศที่สามเข้าร่วมลงทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเกิดขึ้นได้







