
ส่องโอกาสธุรกิจ 4 ตลาดไมซ์ดาวรุ่ง
อุตสาหกรรมไมซ์เป็นสิ่งที่ไทยมีจุดแข็ง และมีโอกาสสยายปีกไปเติบโตนอกบ้านได้
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
อุตสาหกรรมไมซ์เป็นสิ่งที่ไทยมีจุดแข็ง และมีโอกาสสยายปีกไปเติบโตนอกบ้านได้
สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) ได้จัดอบรมเจาะลึกลู่ทางการลงทุนอุตสาหกรรมไมซ์ในอินโดนีเซีย ลาว พม่า และเวียดนาม เพื่อติดปีกความรู้ให้ผู้ประกอบการสู่ประชาคมอาเซียน
ทั้งนี้ ไมซ์ ประกอบด้วย 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจการจัดประชุม (Meeting) การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (Incentive) การจัดประชุมนานาชาติ (Convention) และการจัดแสดงงานสินค้า/นิทรรศการ (Exhibition) ซึ่งเพื่อนบ้านแต่ละแห่งก็มีโอกาสที่แตกต่างกันไป
“อารีฟ ซูโยโก” ทูตพาณิชย์อินโดนีเซียประจำประเทศไทย บอกว่า ในปีนี้อุตสาหกรรมไมซ์ในอินโดนีเซียน่าจะเติบโต 1012% เทียบกับปีที่แล้ว และมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องจาก 3 ปัจจัย คือ เศรษฐกิจที่เติบโต การเมืองที่มีเสถียรภาพ และความปลอดภัย
ปัจจุบัน เมืองหลักสำหรับธุรกิจไมซ์ คือ จาการ์ตา บาหลี และบันดุง ส่วนเมืองอื่นๆ ที่มีศักยภาพ ได้แก่ เมดาน ปาดังและบูกิตติงกี บาตัมและบินตัน ยอกยาการ์ตา สุราบายา มาคาสซาร์ มานาโด
อุตสาหกรรมไมซ์ในอินโดนีเซียเติบโตมาก อย่างในปี 2554 จำนวนการจัดประชุมโต 10.57% จำนวนผู้เข้าร่วมประชุมชาวต่างชาติอยู่ที่ 251,998 คน คิดเป็น 3.13% ของชาวต่างชาติที่มาอินโดนีเซียราว 8 ล้านคน และธุรกิจจัดประชุมมีแนวโน้มโตขึ้น จากการประชุมที่เกี่ยวกับอาเซียน ระดับภูมิภาคและนานาชาติที่เพิ่มขึ้น
เช่นเดียวกับการจัดนิทรรศการเพิ่มขึ้นมาก เช่น งานมอเตอร์โชว์นานาชาติ ที่ในปีนี้ต้องการพื้นที่ 1 แสนตารางเมตร เพิ่มจากปี 2555 ที่ 7 หมื่นตารางเมตร
ลัดดา มงคลชัยวิวัฒน์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัทวีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค มองว่า เมื่อประชาคมอาเซียนเกิดขึ้น เราอยู่เฉยๆ ไม่ได้แล้ว ถ้าไม่ออกไป คนอื่นก็จะเข้ามา เป็นเกมที่จำเป็นต้องแข่ง ต้องถามตัวเองว่าเป็นใคร อยู่ตรงไหน จะไปอย่างไร
สำหรับธุรกิจไมซ์ในเวียดนาม แต่ละจังหวัดมีศูนย์นิทรรศการเหมือนในกรุงฮานอยที่เป็นเมืองหลวง แต่มีลักษณะสังคมนิยม จึงเปลี่ยนแปลงได้ง่ายตามคำสั่งผู้นำ นอกจากนี้ค่าเช่าและที่ดินราคาแพง เพราะพื้นราบมีสัดส่วนแค่ 1 ใน 3 ของทั้งประเทศ
อรรชกา สีบุญเรือง รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม บอกว่า ในเวียดนามเริ่มมีงานแสดงสินค้ามากขึ้น แต่ยังเน้นอุตสาหกรรมหลัก ยังไม่ค่อยมีอุตสาหกรรมสนับสนุน ประกอบกับมีศูนย์แสดงสินค้าขนาดใหญ่หลายแห่ง จึงเป็นโอกาสของไมซ์ไทย
ส่วนพม่ามีทรัพยากรมหาศาล และพม่ายังมีศักยภาพในการพัฒนาอีกมาก แต่มีปัญหาโครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อม เช่น ไฟดับบ่อย ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังน้อย เพราะเพิ่งเปิดประเทศ จึงเป็นโอกาสสำหรับไทย แต่ยังต้องรอพัฒนา
ลัดดา เห็นว่า ต้องหาหุ้นส่วน อย่าเข้าไปพม่าคนเดียว ให้ไปเล็กๆ ก่อน หาช่องที่มีโอกาสซ่อนอยู่ เช่น ไฟดับบ่อย ก็จัดงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าตามบ้านได้ นอกจากนี้ ต้องตรวจสอบให้แน่ใจ ยังมีอะไรที่คิดไม่ถึงในพม่า คนรุ่นใหม่พูดภาษาอังกฤษไม่ดีเท่าคนรุ่นเก่า ธุรกรรมในพม่าส่วนใหญ่ยังเป็นเงินสด และถ้าใช้อีเมลติดต่อจะไม่มีใครเปิด
“นักธุรกิจไทยต้องเข้าไปบ่อยๆ คนไทยยังไม่กล้าเสี่ยงและขี้เหนียว เวลาเข้าไปควรมีอะไรติดมือ ไม่ใช่เงินใต้โต๊ะ แต่เป็นสิ่งของที่แสดงน้ำใจ ให้ลองเข้าไปดูวิถีชีวิตและมองหาโอกาส โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไมซ์มีโอกาสมาก เพราะคนพม่ายังไม่รู้จัก”
ขณะที่ไมซ์ลาวยังไม่ค่อยพร้อม “อรรชกา” มองว่า เพราะเป็นประเทศเล็ก แรงงานทักษะก็ไม่เพียงพอ แต่มีโอกาสสำหรับงานเล็กๆ และไม่มีอุปสรรคเรื่องภาษา
ลัดดา เสริมว่า ในลาวธุรกิจการจัดประชุม (M) การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (I) และธุรกิจการจัดประชุมนานาชาติ (C) ยังมีโอกาสลงทุนได้ โดยธุรกิจจัดประชุมสามารถจัดในโรงแรมได้ มีหัวข้อที่นำมาจัดประชุมได้ อาทิ การเกษตร การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ แต่ธุรกิจจัดแสดงสินค้าและนิทรรศการ (E) ไม่น่าลุ้น เพราะมีศูนย์นิทรรศการใหญ่เพียงแห่งเดียว และไม่มีหัวข้อที่จะจัดงานมากนัก
เราต้องเข้าใจนิสัยคนลาวที่รักสงบ กลับบ้านตั้งแต่ เวลา 16.30 น. ให้ทันซื้อของที่ตลาดกลับไปทำกับข้าว คนลาวไม่ชอบกินข้าวนอกบ้าน และชีวิตเรียบง่าย







