
แนะรับมือศก.แข่งดุ
แนวโน้ม10ปีข้างหน้าไม่สวยหรูภาครัฐเปลี่ยนบทบาทหนุนเอกชนสู้
แนวโน้ม10ปีข้างหน้าไม่สวยหรูภาครัฐเปลี่ยนบทบาทหนุนเอกชนสู้
นักวิชาการชี้แนวโน้มเศรษฐกิจโลก 10 ปีข้างหน้าไม่สวยหรูอย่างที่คิด เตือนการค้าแข่งขันรุนแรง
นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้อำนวยการสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ (SIGA) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในงานเสวนา “กลยุทธ์อาเซียนที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของศตวรรษที่ 21 (Asean Strategy Towards the Changing Landscape of the 21 Century)” ว่า เศรษฐกิจโลกอีก 10 ปีข้างหน้าจะไม่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น หรือสวยหรูอย่างที่คาดคิดไว้ แต่จะมีการควบรวมกิจการ (เทกโอเวอร์) เพื่อลดขนาดธุรกิจให้เหมาะสมมากขึ้น
ทั้งนี้ จะเกิดการแทรกแซงทางการค้าและกีดกันทางการค้าระหว่างกันมากขึ้น ดังนั้น การที่จะอยู่รอดได้จึงต้องเกาะเกี่ยวไปด้วยกัน เหมือนกับการรวมตัวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แต่ก็คงไม่มีใครหรือประเทศไหนที่ยอมเล่นไพ่ใบเดียว จึงต้องร่วมมือในหลายๆ ด้าน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดซึ่งกันและกัน
“อย่าเพิ่งบ้าจี้กับคำที่ว่าเมื่อเปิดเออีซีแล้วจะเกิดตลาดเสรี (ฟรีมาร์เก็ต) เพราะยิ่งตลาดเปิดกว้างมากเท่าไหร่ การแข่งขันก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น ซึ่งจำเป็นที่รัฐบาลเองจะต้องมีความเข้มแข็งขึ้นตามไปด้วย เพื่อช่วยสนับสนุนให้ภาคเอกชนสามารถแข่งขันในตลาดได้” นายสุวิทย์ กล่าว
นอกจากนี้ การเข้าสู่ความรุ่งโรจน์ทางเศรษฐกิจ อนาคตอาจเจอปัญหาความสุดโต่งในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านธรรมชาติจากการเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติที่มีความรุนแรงมากขึ้น ด้านเศรษฐกิจและการเมือง ทั้งหมดนี้มาจากทุนนิยม ต่อไปจะกลายเป็นปัญหา และเกิดผลกระทบในเรื่องของความเหลื่อมล้ำ ซึ่งตัวแปรเหล่านี้ต่อไปจะมีผลต่อความมั่นคงของประเทศได้ ขณะเดียวกันจะเห็นการเปลี่ยนอำนาจจากภาครัฐสู่เอกชนผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ส่งผลให้เกิดผู้เล่นรายใหม่เกิดขึ้นในตลาด
ด้านนายอรรถยุทธ์ ศรีสมุทร อธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า จากนี้ไปต้องติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด เพราะการรวมตัวของประชาคมอาเซียน ทำให้ขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไป เห็นได้จากหลายประเทศ เช่น รัสเซียและจีน เริ่มมีส่วนร่วมกับประเทศในแถบลุ่มน้ำโขง เพื่อผลักดันตัวเองขึ้นมาคานอำนาจกับสหรัฐอเมริกา รวมทั้งต้องจับตาดูภัยคุกคามที่เกิดจากมิติใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับการเชื่อมโยงระหว่างกัน เช่น ปัญหายาเสพติด การค้ามนุษย์และการก่อการร้ายข้ามชาติ เป็นต้น
“ทางรอดคือเสริมจุดแข็งในเรื่องทำเลที่ตั้งมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เป็นภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง แล้วปรับจุดอ่อนด้านทรัพยากร แรงงาน รวมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม การบริหารจัดการภายในให้บูรณาการมากขึ้น” นายอรรถยุทธ์ กล่าว
ทั้งนี้ ประเทศที่มีการลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรกในอาเซียน คือ ประเทศกัมพูชา ลงทุนในอุตสาหกรรมสิ่งทอมากที่สุด รองลงมาคือ อุตสาหกรรมการเกษตร ยางพารา พลังงานและแปรรูปอาหาร ประเทศลาว ลงทุนในอุตสาหกรรมหัตถกรรมมากที่สุด รองลงมาคือ อุตสาหกรรมเหมืองแร่ ก่อสร้าง การค้าขาย (เทรดดิ้ง)และการบริการ ประเทศพม่า ลงทุนด้านธุรกิจก๊าซธรรมชาติสูงสุด รองลงมาคือ อุตสาหกรรมพลังงาน เหมืองแร่ เกษตรและอุตสาหกรรมการผลิต
ขณะที่ประเทศเวียดนาม ลงทุนอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารมากสุด รองลงมาคืออุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว ธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และธุรกิจพลังงาน อินโดนีเซีย ลงทุนด้านการขนส่งและคลังสินค้าสูงสุด รองมาคือธุรกิจด้านเหมืองแร่ (ถ่านหิน)และพลังงาน ส่วนมาเลเซีย ลงทุนด้านอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มากสุด รองมาคือธุรกิจให้บริการการเงินและเคมีภัณฑ์







