posttoday

บทเรียนจาก "บล็อกบัสเตอร์" ล้าหลังคู่แข่งทำธุรกิจล้มละลาย

16 กรกฎาคม 2556

โดย...ณัฐสุดา จิตตปาลพงศ์

โดย...ณัฐสุดา จิตตปาลพงศ์

ถือเป็นการตอกย้ำทฤษฎี “การอยู่รอดของผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด” (The Survival of the Fittest) ของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ได้เป็นอย่างดีสำหรับเรื่องราวอันน่าเศร้าของ “บล็อกบัสเตอร์” (Blockbuster) อดีตธุรกิจเช่าภาพยนตร์ชื่อดังในสหรัฐ

เพราะจากที่เคยครองส่วนแบ่งตลาดเช่าภาพยนตร์ในสหรัฐ และในอีกหลายประเทศทั่วโลกได้เกือบทั้งหมด มีร้านค้ากว่า 9,100 สาขา และมูลค่าตลาดที่พุ่งสูงถึง 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9 หมื่นล้านบาท) ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บล็อกบัสเตอร์ต้องเผชิญมรสุมหลายลูกที่โหมกระหน่ำบริษัทอย่างหนัก จนปัจจุบันธุรกิจชื่อดังเหลือร้านค้าเพียงแค่ 500 สาขาในสหรัฐเท่านั้น ซึ่งยังไม่นับรวมการขาดทุนอีกหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ส่วนอนาคตนั้นก็ยังคงมืดมัว และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ภายหลังบริษัทยื่นล้มละลายเมื่อปี 2010 และมีนายทุนกลุ่มใหม่เข้าเทกโอเวอร์

ทว่า เมื่อย้อนมองเส้นทางของบล็อกบัสเตอร์นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1985 กูรูด้านธุรกิจหลายต่อหลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ความล้มเหลวของบล็อกบัสเตอร์นั้นนับเป็นเหตุการณ์ที่ใครต่อใครก็ฟันธงกันมาล่วงหน้าแล้วทั้งสิ้น” หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ความล้มเหลวของบริษัทนั้นไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้กับนักวิเคราะห์แม้แต่น้อย ทั้งนี้เพราะ มีจุดอ่อนข้อเดียว คือ การที่บริษัทไม่สามารถ “ปรับตัว” ให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนเทรนด์ผู้บริโภคนั่นเอง

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1994 บล็อกบัสเตอร์อยู่ในช่วงพีกสุดๆ แทบจะทุกครอบครัวในสหรัฐล้วนแต่เคยเข้าไปใช้บริการที่ร้านทั้งสิ้น ทว่า จู่ๆ ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันเมื่อบริษัท “เน็ตฟลิกซ์” บุกตลาดเช่าภาพยนตร์กลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวสุดๆ เท่าที่บล็อกบัสเตอร์เคยเผชิญมา

ในขณะที่จุดขายของบล็อกบัสเตอร์ คือบรรยากาศร้านที่เป็นมิตร เน็ตฟลิกซ์กลับเน้นความสะดวกสบาย และสินค้าราคาถูก โดยให้บริการส่งภาพยนตร์ถึงบ้านลูกค้าในราคาต่ำเพียงแค่ 16.99 เหรียญสหรัฐต่อภาพยนตร์ 3 เรื่อง ซึ่งบริการส่งภาพยนตร์ถึงบ้านนั้นนับเป็นบริการใหม่ที่ไม่เคยมีร้านเช่าภาพยนตร์ใดเคยมีมาก่อนเลย

นอกจากนี้ ลูกค้ายังชื่นชอบนโยบายการไม่เก็บค่าปรับกรณีคืนภาพยนตร์ช้ากว่ากำหนดของเน็ตฟลิกซ์ และต่อมาเน็ตฟลิกซ์ก็เริ่มหันมาใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้นด้วยการให้บริการ “สตรีม” ซึ่งหมายความว่าลูกค้าสามารถชมภาพยนตร์ได้ทันทีผ่านอินเทอร์เน็ต

“บล็อกบัสเตอร์ทราบจุดแข็งของเน็ตฟลิกซ์ดี แต่พวกเขาก็ไม่คิดจะปรับปรุงบริการเพื่อให้แซงหน้า หรือแม้กระทั่งเทียบชั้นเน็ตฟลิกซ์เลย” เว็บไซต์สมอลบิซวิวพอยท์ เผย

ขณะที่ ลีรอย โคฟฟี นักข่าวของยาฮูนิวส์ชี้ว่า บล็อกบัสเตอร์นั้นมองข้ามสิ่งสำคัญที่สุดของบริษัทไป ซึ่งก็คือ “ลูกค้า” เห็นได้จากการที่บริษัทไม่คิดที่จะปรับปรุงบริการลูกค้าเลย และขณะเดียวกัน ก็ไม่มีไอเดียใหม่ๆ ได้แต่เดินตามคู่แข่งอยู่ตลอดเวลา

น่าเสียดายที่ว่าเมื่อบล็อกบัสเตอร์ตัดสินใจยกเครื่องบริษัทครั้งใหญ่เพื่อให้พยายามสู้กับเน็ตฟลิกซ์ ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกค่าปรับ ตลอดจนการให้บริการสตรีมทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว

ความล้มเหลวดังกล่าวจึงทำให้บริษัทตัดสินใจยื่นล้มละลายเมื่อเดือน ก.ย. 2010 พร้อมกับประกาศปิดร้านค้าทั่วโลกกว่าครึ่ง หลังจากนั้นไม่นาน บริษัท ดิช เน็ตเวิร์ก ก็เข้าซื้อบล็อกบัสเตอร์

ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ผู้บริหารใหม่ของบล็อกบัสเตอร์จะสามารถพาธุรกิจฝ่าวิกฤตครั้งนี้ได้หรือไม่ หรือจะกลายเป็นเพียงความทรงจำที่เลือนรางหายไปจากสังคมอเมริกัน

ข่าวล่าสุด

TTW รับใบรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ปี 69 ย้ำองค์กรยั่งยืนสู่ Net Zero