
หุ้นป่วน-ดอกเบี้ยต่ำบลจ.คอตก
กองทุนรวมกุมขมับ หุ้นผันผวน ตราสารหนี้ผลตอบแทนต่ำ ฉุดสินทรัพย์เติบโตแผ่ว บลจ.กรุงไทย หนีออก FIF ลงทุนหุ้นเหมืองแร่และการผลิต
กองทุนรวมกุมขมับ หุ้นผันผวน ตราสารหนี้ผลตอบแทนต่ำ ฉุดสินทรัพย์เติบโตแผ่ว บลจ.กรุงไทย หนีออก FIF ลงทุนหุ้นเหมืองแร่และการผลิต
นายสมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย เปิดเผยว่า อัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมกองทุนรวมในปีนี้คงจะลดลงจากปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด โดยจะเห็นได้จาก 3 เดือนแรก แทบจะไม่มีการเติบโตเลย
ทั้งนี้ ข้อมูลสมาคมบริษัทจัดการลงทุนจะเห็นว่า สินทรัพย์สุทธิของอุตสาหกรรมกองทุนรวมเมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2553 เพิ่มขึ้นเพียง 0.77% จากสิ้นปี 2552 โดยในปี 2552 เติบโตถึง 20% จากปี 2551
นายสมชัย กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้อัตราการเติบโตของกองทุนรวมในปีนี้ลดลงเป็นผลมาจากผลตอบแทนกองทุนพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ปรับลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้นักลงทุนโยกเงินไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นแทน เช่น สลากออมสินและหุ้นกู้เอกชน แม้ว่าแต่ละ บลจ.จะพยายามหากองทุนอื่นๆ มาทดแทน
“ในไตรมาสแรก บลจ.กรุงไทย ที่มีกองทุนเกาหลีครบกำหนด 1.6-1.7 หมื่นล้านบาท แต่จะมีลูกค้าที่ซื้อกองทุนต่อเนื่องเพียง 65-70% เท่านั้น ขณะที่ลูกค้า 30% ไม่ได้ลงทุนต่อ” นายสมชัย กล่าว
“บรรยากาศในการทำธุรกิจกองทุนรวมปีนี้ยากกว่าปีที่แล้ว เพราะตลาดหุ้นผันผวน และตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนต่ำ นอกจากนี้ต้องรอดูการขยายสินเชื่อของธนาคาร เพราะหากธนาคารขยายสินเชื่อได้มาก จะต้องระดมเงินฝาก และลูกค้าจะฝากเงินมากกว่าซื้อกองทุน ปีนี้จึงเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับทุก บลจ.” นายสมชัย กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายสมชัย กล่าวว่า ในปีนี้สินทรัพย์ภายใต้การ บริหาร (เอยูเอ็ม) ของ บลจ.กรุงไทย จะเกิน 3 แสนล้านบาทแน่นอน จากการกองทุนอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งการเสนอทางเลือกลงทุนใหม่ เช่น กองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF)
พร้อมกันนี้ นายสมชัย กล่าวอีกว่า บลจ.กรุงไทย เปิดขายกองทุนเปิดเคแทม เวิลด์ เมทัล แอนด์ ไมน์นิ่ง ฟันด์ (KT-MINING) ซึ่งลงทุนต่างประเทศ ในกองทุน Allianz RCM Rohstoffonds ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นประมาณ 30-40 บริษัททั่วโลก ที่ดำเนินธุรกิจด้านเหมืองแร่และการผลิต เช่น เหล็ก ทองแดง ถ่านหิน และสังกะสี รวมทั้งโลหะมีค่า
นายสุทยุต เชื้อพานิช ผู้จัดการฝ่ายการลงทุน-ตราสารหนี้ บลจ.กรุงไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมเหมืองแร่และการผลิตจะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทุกประเทศที่จะต้องลงทุนสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน







