
ไอซีทีดัน ดิจิตอล อีโคโนมี ขยับไทยดิดอันดับ 50 โลก
โดย...ณัฐวรรณ ฉลองขวัญ
โดย...ณัฐวรรณ ฉลองขวัญ
หลังดัชนีชี้วัดศักยภาพด้านไอซีทีของไทยตกชั้นกราวรูดจากอันดับที่ 34 ไปอยู่อันดับที่ 77 แม้จะไต่ขึ้นมาได้ แต่ก็เพียงอันดับที่ 74 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จึงตั้งเป้าหมายใหญ่ให้การจัดอันดับครั้งต่อไป ประเทศไทยต้องติด 1 ใน 50 ของโลกให้ได้ จึงมีการเตรียมพร้อมขนาดใหญ่ในการผลักดันให้ไอซีทีของไทยแข็งแกร่งและแข็งแรงกว่าเดิมมากที่สุด
สำหรับแผนใหญ่ คือ แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอซีที มาสเตอร์ แพลน) ฉบับที่ 3 (2557-2561) ที่จะเสร็จก่อนเดือน ก.ย. 2556 จะต่อยอดจากฉบับที่ 2 ด้วยการกระจายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ให้ครอบคลุมประชากรทั่วประเทศ และเน้นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐให้มากขึ้น ผ่านเทคโนโลยีและแอพพลิเคชั่นต่างๆ ขณะเดียวกันก็จะให้ความสำคัญกับระบบการรักษาความปลอดภัย (ไซเบอร์ ซีเคียวริตี้) เพิ่มขึ้น โดยให้การใช้งานและการเก็บข้อมูลปัจจุบันถูกบรรจุไว้ในระบบประมวลผลขนาดใหญ่ (คลาวด์คอมพิวติ้ง) มากขึ้น
ทั้งนี้ ไอซีทีมองว่าการปรับเปลี่ยนบริการภาครัฐเข้าสู่บริการไฮเทค หรืออีกอฟเวิร์นเมนต์ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตมากขึ้นด้วย
“ดิจิตอล อีโคโนมี จะเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญ ไอซีทีมีเป้าหมายว่า อีกอฟฯ ของไทยจะต้องขึ้นสู่อันดับที่ 15 จากเดิมอยู่ที่ 20 และจะทำให้ดัชนีภาพรวมไอซีทีไทยขยับสูงขึ้นสู่อันดับ 50 ให้ได้” รมว.ไอซีที กล่าว
สำหรับต้นแบบของบริการอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐอีกอฟฯ คือ โครงการ Smart Province จ.นครนายก ที่มีการเชื่อมต่อบริการอิเล็กทรอนิกส์จากระดับจังหวัดสู่ชุมชน มีศูนย์บริการข้อมูลระดับชุมชุน โครงการนำร่องให้เกษตรกรใช้บัตรสมาร์ทการ์ดในการเชื่อมต่อข้อมูลด้านการเกษตร โครงการอินเทอร์เน็ตไร้สาย (ไวเน็ต) เชื่อมการเรียนรู้ออนไลน์สู่แท็บเล็ตในโรงเรียน เป็นต้น โดยจะประเมินผลหลังจากนี้ 6 เดือน หากโครงการไหนประสบความสำเร็จ ก็จะนำไปให้บริการจังหวัดอื่นๆ อีก 10 จังหวัด เพื่อขยายเครือข่ายบริการอีกอฟฯ ให้ครอบคลุมมากขึ้น
นอกจากไอซีที มาสเตอร์ แพลน แล้ว ยังมี พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ ที่จะมาแทนฉบับเดิมที่ล้าสมัยไม่ทันกับเทคโนโลยี ขณะนี้ผ่านกระบวนการรับฟังความเห็นแล้ว และเตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติภายใน 2 เดือนนี้ ก่อนเสนอสภา โดยมีการปรับเปลี่ยน 2 ประเด็นหลัก คือ มาตรการลงโทษที่ต้องสอดรับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะคลาวด์คอมพิวติ้งที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น
ประเด็นที่ 2 คือ การให้อำนาจในการตรวจสอบมากขึ้น และการดำเนินการกับผู้กระทำผิดที่มีหลักฐานชี้ชัดว่าผิดจริง เช่น การถูกแฮ็กข้อมูล หากผู้ถูกกระทำมีหลักฐานยืนยันในตัวผู้กระทำผิด ก็สามารถระงับการเข้าถึงข้อมูลได้ทันที โดยไม่ต้องรออำนาจศาล หรือกระบวนการตรวจสอบหลายขั้นตอนแบบฉบับเดิม เพื่อลงโทษผู้กระทำผิดได้ทันท่วงที
สำหรับความพร้อมด้านโครงข่าย จะดำเนินการผ่านหน่วยงานโทรคมนาคมในสังกัด คือ บริษัท ทีโอที และ กสท โทรคมนาคม ที่มีทั้งระบบเคเบิ้ลใยแก้วใต้น้ำ โครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โครงข่าย 3จี ทั่วประเทศ และอยู่ระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยี 4จี ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพด้านโครงข่ายและเทคโนโลยีทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ และดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น โดยในส่วนคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ไอซีที ยืนยันว่า กสทฯ มีสิทธิถือครองคลื่นต่อไปหลังจากสิ้นสุดสัญญาสัมปทานกับเอกชน โดยผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ที่มี กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง แล้ว เหลือเพียงเสนอ ครม.อนุมัติเท่านั้น
“หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ ความหวังที่ไอซีทีไทยจะกลับไปที่อันดับ 34 เหมือนเดิม คงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และการนำพาไอซีทีไทยพลิกสู่ 1 ใน 50 ของโลกก็คงไม่ใช่เรื่องยากเกินไปเช่นกัน”







