
หนี้ครัวเรือนเริ่มลด
หลังชะลอการใช้จ่ายในครึ่งแรกปีนี้ธปท.ชี้จะช่วยรายย่อยเพิ่มบริโภคได้
หลังชะลอการใช้จ่ายในครึ่งแรกปีนี้ธปท.ชี้จะช่วยรายย่อยเพิ่มบริโภคได้
ธปท.คาดการณ์ ยอดการบริโภคของประชาชนในครึ่งหลังของปีนี้จะสูงขึ้น
นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การใช้จ่ายหรือการอุปโภคบริโภคในประเทศปีนี้ น่าจะขยายตัวต่ำสุดในไตรมาส 2 ที่ผ่านมาแล้ว คาดว่าไตรมาส 3 และ 4 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากช่วงปลายปีจะเป็นช่วงที่ประชาชนมีการใช้จ่ายจำนวนมาก
แหล่งข่าวจาก ธปท.ระบุว่า ภายหลังจากที่หนี้ครัวเรือนเร่งตัวสูงขึ้นมาในช่วงครึ่งแรกของปี แต่ภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมกลับชะลอตัวลงจากการส่งออกที่ลดลงมาก ซึ่งเป็นผลกระทบของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้ยอดหนี้ส่วนบุคคลเริ่มมีสัดส่วนลดลงเป็นลำดับ เห็นได้จากยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตลดลง ส่วนยอดการกดเงินสดก็เพิ่มในอัตราที่ชะลอลง ซึ่งเป็นผลดีต่อภาพรวมหนี้ครัวเรือน
“ปริมาณหนี้ครัวเรือน และหนี้ส่วนบุคคลต่อรายได้ที่เคยสูงเกินไป กลับมาอยู่ในระดับต่ำ จะทำให้สามารถก่อหนี้ใหม่ได้เพิ่ม และกำลังซื้อของประชาชนจะกลับมาในช่วงหลังของปี” แหล่งข่าวเปิดเผย
นายอานุภาพ คูวินิชกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า ยอมรับว่าสินเชื่อขยายตัวลดลงบ้าง แต่ไม่ได้ลดลงฮวบฮาบจนน่ากังวลว่าจะไม่สามารถสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจหรืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) เพราะเป็นเรื่องปกติที่เมื่อภาวะเศรษฐกิจชะลอ การคาดการณ์จีดีพีสำนักต่างๆลดลง การส่งออกลดลง สินเชื่อที่เติบโตไปกับเศรษฐกิจย่อมจะลดลงบ้างเป็นธรรมดา แต่การลดลงยังไม่น่ากังวล บวกกับปัญหาหนี้เสียหรือการค้างชำระก็ยังไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก เพราะประชาชนเริ่มระวังการใช้จ่ายและการกู้ยืมเพิ่มเติม บวกกับธนาคารพาณิชย์ก็ระมัดระวังทำให้สถานการณ์ไม่น่าห่วง
“ต้องติดตามดูสถานการณ์ต่อไป ภาพการเติบโตของสินเชื่อว่าลดลงแค่ไหน หรือการผิดนัดจะเพิ่มขึ้นมากน้อยอย่างไร น่าจะเห็นได้ชัดเจนขึ้นจากข้อมูลล่าสุดในไตรมาส 2 ปีนี้ที่ ธปท.กำลังจะประกาศในเร็วๆ นี้ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล แต่จากข้อมูลตัวเลขเบื้องต้นที่เราเห็นยังไม่น่าห่วง” นายอานุภาพ กล่าว
ยอดการให้บริการบัตรเครดิตในระบบสถาบันการเงิน ณ เดือน พ.ค. พบว่าปริมาณการใช้จ่ายรวม 1.16 แสนล้านบาท ลดลง 7,181 ล้านบาท หรือ 5.83% การกดเงินสดผ่านบัตรเครดิตอยู่ที่ 1.38 หมื่นล้านบาท ลดลง 2,025 ล้านบาท หรือ 12.81% เมื่อเทียบกับช่วงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา
ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) รายงานยอดการให้บริการบัตรเครดิตในระบบสถาบันการเงิน ล่าสุด ณ เดือนพ.ค.ที่ผ่านมา พบว่า การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในประเทศ การกดเงินสดผ่านบัตร รวมถึงการใช้สินเชื่อส่วนบุคคลของประชาชน และสินเชื่อรวมในระบบเริ่มมีสัญญาณที่ลดลงบ้างแล้ว แม้ว่าหนี้เสียในระบบจะยังไม่ได้มีสัญญาณเพิ่มขึ้นในระดับที่น่าห่วงก็ตาม แต่ในภาวะเช่นนี้ธปท.ต้องจับตาใกล้ชิดมากขึ้น เนื่องจากครัวเรือนมีภาระหนี้เพิ่มขึ้น กระทั่งส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายหรือการอุปโภคบริโภคของประชาชนในประเทศลดลงแล้ว
ทั้งนี้ หากพิจารณาจากยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตทั้งระบบ พบว่า เดือนพ.ค.มีปริมาณการใช้จ่ายรวม 1.16 แสนล้านบาท ลดลง 7,181 ล้านบาท หรือ 5.83% เมื่อเทียบกับช่วงเดือนม.ค.ที่ผ่านมา โดยการใช้จ่ายในประเทศมีจำนวน 9.42 หมื่นล้านบาท ลดลง 6,517 ล้านบาท หรือ 6.47% เมื่อเทียบกับเดือนม.ค.ที่ผ่านมา เช่นเดียวกับการกดเงินสดผ่านบัตรเครดิตอยู่ที่ 1.38 หมื่นล้านบาท ลดลง 2,025 ล้านบาท หรือ 12.81% เมือ่เทียบกับเดือนม.ค. จะเพิ่มขึ้นบ้างแต่การใช้จ่ายผ่านบัตรในต่างประเทศอยู่ที่ 8,048 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,361 ล้านบาท หรือ 20.37% เมื่อเทียบกับเดือนม.ค. เพราะค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทำให้คนไทยนิยมไปใช้จ่ายในต่างประเทศมากขึ้น
ปัจจุบันบัตรเครดิตทั้งระบบมี 17.55 ล้านใบ เพิ่มขึ้นจากเดือนม.ค.ที่ผ่านมา 5.19 แสนใบ หรือ 3.05% โดยมียอดสินเชื่อคงค้างของบัตรเครดิตทั้งหมด 2.48 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,858 ล้านบาท หรือ 1.17% ซึ่งยอดสินเชื่อคงค้างถือว่ามีอัตราการเพิ่มที่ลดลง
สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับดูแลของธปท. พบว่า มีจำนวนบัญชีผู้ใช้สินเชื่อทั้งสิ้น 10.72 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้น 4.41 แสนบัญชี หรือ 4.29% มียอดสินเชื่อคงค้าง 2.76 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.62 หมื่นล้านบาท หรือ 6.23% มีอัตราการขยายตัวที่ลดลง หลังจากภาครัวเรือนเริ่มระมัดระวังการก่อหนี้และการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหลังจากมีการก่อหนี้ในโครงการประชาชนิยมไปก่อนหน้านี้แล้ว ฝั่งธนาคารพาณิชย์เองก็ไม่เร่งการปล่อยกู้เริ่มระมัดระวังการปล่อยกู้มากขึ้นด้วยซ้ำ เพราะห่วงปัญหาหนี้เสีย
ขณะที่ สินเชื่อรวมของสถาบันการเงินที่รับฝากทั้งระบบ ณ เดือนพ.ค.ที่ผ่านมาอยู่ที่ 13 .76 ล้านล้านบาท มีอัตราการขยายตัว 12% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน จากเมื่อต้นปีเมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมามีจำนวน 13.46 ล้านล้านบาท คิดเป็นอัตราการขยายตัว 15% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน การขยายตัวของสินชื่อทั้งระบบสะท้อนอัตราการขยายตัวที่ลดลงค่อนข้างชัดเจน
นายอานุภาพ คูวินิชกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า ยอมรับว่าสินเชื่อขยายตัวลดลงบ้าง แต่ไม่ได้ลดลงฮวบฮาบจนน่ากังวลว่าจะไม่สามารถสนับสุนนกิจกรรมทางเศรษฐกิจหรืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ(จีดีพี) เพราะเป็นเรื่องปกติที่เมื่อภาวะเศรษฐกิจชะลอ การคาดการณ์จีดีพีสำนักต่างๆลดลง การส่งออกลดลง สินเชื่อที่เติบโตไปกับเศรษฐกิจย่อมจะลดลงบ้างเป็นธรรมดา แต่การลดลงยังไม่น่ากังวล เนื่องจากสินเชื่อยังสามารถขยายตัวได้แม้จะไม่โตสูงเหมือนเดิมก็ตาม บวกกับปัญหาหนี้เสียหรือการค้างชำระก็ยังไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก เพราะประชาชนเริ่มระวังการใช้จ่ายและการกู้ยืมเพิ่มเติม บวกกับธนาคารพาณิชย์ก็ระมัดระวัง ทำให้สถานการณ์ไม่น่าห่วง
“ตอนนี้ยังไม่มีอะไรน่ากังวล แต่ต้องติดตามดูสถานการณ์ต่อไป ภาพการเติบโตของสินเชื่อว่าลดลงแค่ไหน หรือการผิดนัดจะเพิ่มขึ้นมากน้อยอย่างไร น่าจะเห็นได้ชัดเจนขึ้นจากข้อมูลล่าสุดในไตรมาส 2 ปีนี้ที่ธปท.กำลังจะประกาศในเร็วๆนี้ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล แต่จากข้อมูลตัวเลขเบื้องต้นที่เราเห็นยังไม่น่าห่วง” นายอานุภาพกล่าว
นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การใช้จ่ายหรือการอุปโภคบริโภคในประเทศปีนี้น่าจะขยายตัวต่ำสุดในไตรมาส 2 ที่ผ่านมาแล้ว คาดว่าไตรมาส 3 และ 4 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากช่วงปลายปีจะเป็นช่วงที่ประชาชนมีการใช้จ่ายจำนวนมาก







