
ผ่าน1,460ได้มีโอกาสแกว่งขึ้นทดสอบ1,500
ทิศทางตลาดหุ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาอ่อนตัวลงต่อเนื่องตั้งแต่ต้นสัปดาห์ ก่อนที่จะกลับมาปรับตัวขึ้นแรงในวันพฤหัสบดีที่ปรับตัวขึ้นกว่า 58.63 จุด
ทิศทางตลาดหุ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาอ่อนตัวลงต่อเนื่องตั้งแต่ต้นสัปดาห์ ก่อนที่จะกลับมาปรับตัวขึ้นแรงในวันพฤหัสบดีที่ปรับตัวขึ้นกว่า 58.63 จุด หรือคิดเป็นการปรับตัวขึ้น 4.23% ในวันเดียว เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย หลังจากที่ประธานเฟดออกมาให้ความเห็นในช่วงเช้ามืดว่า การใช้นโยบายผ่อนคลายอย่างมากเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐ ภาพรวมส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นแรง หลังจากที่ประธานเฟดส่งสัญญาณคง QE ไว้และสินทรัพย์ทางการเงินโลกส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นตามในคืนวันพฤหัสบดี นอกจากนี้ การประชุม Workshop ของรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นอีกแรงที่กระตุ้นการซื้อของนักลงทุนก่อนที่จะมีการประชุมจริงในวันศุกร์ โดยแรงซื้อมาจากนักลงทุนต่างชาติเป็นหลักที่ซื้อสุทธิต่อเนื่องในระดับพันล้านบาท
ทิศทางในสัปดาห์นี้คาดว่าจะมีช่วงชะลอตัวลงสั้นบ้างต้นสัปดาห์ แต่หากยังไม่อ่อนตัวลงหลุดต่ำกว่า 1,425 จุด มีโอกาสกลับขึ้นมาทดสอบ 1,4551,460 จุดอีกครั้ง และการยืนเหนือได้จะมีแนวต้านที่รอทดสอบที่บริเวณ 1,500 จุดอีกครั้ง โดยปัจจัยที่ต้องจับตาอยู่ที่การแถลงต่อคองเกรสของประธานเฟดในวันที่ 1718 ก.ค.นี้ หากออกมายืนยันในการคง QE ต่อจนกว่าจะเห็นตัวเลขเศรษฐกิจภาคแรงงานฟื้นตัวจะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาด ในขณะที่หากส่งสัญญาณลดการทำ QE จะเป็นปัจจัยลบ โดยประเด็นเรื่อง QE เราคาดว่าจะเป็นปัจจัยที่ตลาดพูดถึงได้ทั้งปีก่อนที่จะมีการถอนมาตรการ QE ออกจริง ขึ้นอยู่กับระดับราคาของตลาดมากกว่าว่ารับรู้ระดับที่มี QE และไม่มี QE ไปในระดับใด
โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดรับรู้ปัจจัยบวกเรื่อง QE ไปบ้าง หากมีเจ้าหน้าที่เฟดออกมาปรามเรื่องการคง QE ไว้ จะเป็นปัจจัยที่กดดันตลาดช่วงสั้นๆ และที่ผ่านมาเฟดมักจะมีการดำเนินการเช่นนี้ เนื่องจากเฟดไม่ต้องการที่จะส่งสัญญาณที่ทำให้ตลาดมั่นใจในทิศทางใดทางหนึ่งนัก เพื่อผลของการใช้นโยบายทางการเงินที่มีประสิทธิภาพและต้องการให้ขึ้นอยู่กับข้อมูลทางเศรษฐกิจของสหรัฐไม่ใช่ช่วงเวลาที่แน่นอน และหากพิจารณาการซื้อขายของตลาดในช่วงนี้ แม้ว่าจะสูงกว่าระดับของตลาดหุ้นไทยในกรณีที่ไม่มี QE เลย หรือที่ระดับการซื้อขาย PER 12 เท่า อยู่ที่ระดับ 1,380 จุด (เป็นระดับที่ใกล้เคียงจุดต่ำสุดของตลาดในรอบนี้) แต่ก็ยังต่ำกว่าระดับที่สูงสุดของตลาดที่เคยซื้อขายที่ 1415 เท่า ทำให้ทิศทางในระยะสั้นเชื่อว่าตลาดยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ แม้ว่าจะยังไม่อยู่ในระดับที่ต่ำมากก็ตาม อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ตลาดปรับตัวขึ้นไปมาก หรือขึ้นไปถึงระดับที่เคยซื้อขายที่ระดับที่มี QE3 หรือ PER 1415 เท่า คือ ระดับที่ 1,600 จุด เป็นต้นไป เชื่อว่าเป็นการปรับตัวขึ้นที่เกินระดับพื้นฐานและสภาพคล่องที่ควรจะเป็น แนะนำให้นักลงทุนทยอยขายสำหรับนักลงทุนในระยะกลางยาว
สำหรับประเด็นเรื่องราคาทองคำ ทองคำที่ผ่านมามีช่วงปรับตัวขึ้น โดยได้แรงหนุนจากทั้งประเด็นเรื่อง QE ของเฟดและราคาน้ำมันที่กลับมาปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากสถานการณ์ในอียิปต์ เราประเมินว่าหากราคาน้ำมัน (WTI) ยังคงทรงตัวเหนือ 103102 เหรียญสหรัฐได้ต่อเนื่อง ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจะกลับมาและเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำได้ในระยะสั้น โดยให้ติดตามระดับของราคาน้ำมันที่บริเวณดังกล่าวว่าสามารถยืนเหนือได้หรือไม่ ส่วนทิศทางทองคำในระยะกลางยาว ยังไม่เหมาะกับการซื้อเพื่อลงทุน เนื่องจากหากทิศทางดอลลาร์ในที่สุดแล้วจะแข็งค่าจากการทยอยลดการใช้นโยบายผ่อนคลายของเฟด จะส่งผลให้ทองคำในรูปดอลลาร์มีช่วงอ่อนตัวลง แม้ว่าต้นทุนการผลิตของทองคำจะอยู่ที่ระดับ 1,000 เหรียญสหรัฐ+/ แต่เชื่อว่าหากไม่มีปัจจัยหนุนการลงทุนในทองคำ จะทำให้ผลตอบแทนของการลงทุนแย่กว่าสินทรัพย์อื่น (ยกเว้นราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง จึงจะมีแรงซื้อกลับมาในประเด็นเรื่องเงินเฟ้อ)
กลยุทธ์การลงทุน เราแนะนำให้นักลงทุน ถือหุ้นต่อ หรือซื้อช่วงปรับตัวลง หากยังไม่หลุดต่ำกว่าแนวรับที่ 1,425 จุด โดยให้ติดตามการแถลงของประธานเฟดต่อคองเกรส ซึ่งหากตลาดกลับการคาดการณ์เรื่อง QE เป็นคง QE ไว้ ตลาดจะมีช่วงแกว่งตัวขึ้นได้ต่อ







