
ลูกค้าคือพระเจ้า
ตอนแรกกะว่าจะพาเที่ยวเคนย่าต่อ เผอิญสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้นั่งคุยเสวนากับน้องๆ เจ้าของร้านอาหารที่สนิทกันว่าด้วยความต้องการของลูกค้าและการให้บริการที่ดี (ที่จริงแล้วเราเริ่มบทสนทนาด้วยกุ้งทะเลหมักเบียร์ย่าง คุยกันไปมาจนมาลงเรื่องความพิเศษของลูกค้าล่ะครับ)
ตอนแรกกะว่าจะพาเที่ยวเคนย่าต่อ เผอิญสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้นั่งคุยเสวนากับน้องๆ เจ้าของร้านอาหารที่สนิทกันว่าด้วยความต้องการของลูกค้าและการให้บริการที่ดี (ที่จริงแล้วเราเริ่มบทสนทนาด้วยกุ้งทะเลหมักเบียร์ย่าง คุยกันไปมาจนมาลงเรื่องความพิเศษของลูกค้าล่ะครับ)
ลูกค้าโต๊ะแรกมาตั้งแต่แดดร่มลมตก มากันสี่คนแมนๆ เลย แต่ต้นเรื่องนี่ไม่แน่ใจ สั่งลาบหมูทอดมาจานนึง กินไปหลายชิ้นแล้วล่ะครับ แล้วขอเปลี่ยน เพราะบอกว่ามีกลิ่นแปลกๆ น้องเราก็เปลี่ยนให้ด้วยความยินดี จานใหม่ส่งไปหาลูกค้า สักครู่เด็กเสิร์ฟก็มาบอกว่าลูกค้าต้องการพบผู้จัดการ (อ้อ! ลืมบอกไปว่าเค้าดูร้านกันสองคน คนแรกดูครัวกับแคชเชียร์ อีกคนดูทั่วๆ ไป)
น้องคนทั่วๆ ไปนี่ก็ลงไปหาลูกค้า คุณลูกค้าก็เชิญนั่งพร้อมเอาจานช้อนส้อมชุดใหม่มาวางให้ตรงหน้าแล้วบอกว่าช่วยกินลาบหมูทอดด้วยกันหน่อย น้องเราก็ใช้ช้อนกลางตัดลาบมาพอคำแล้วชิม คุณลูกค้ารีบตักมาให้ทั้งก้อนและบอกว่ากินเยอะเลยไม่ต้องเกรงใจ เดี๊ยน เอ๊ย! ผมเลี้ยงเอง เสร็จแล้วก็ถามว่าลาบโอเคมั้ย? น้องเราบอกว่าปกตินี่ครับ ลูกค้าก็บอกว่าถ้าปกติงั้นก็แล้วไป
ปล. ลาบจานสองนี่ก็เหลืออยู่สองชิ้นนะครับก่อนมานั่ง! ท่านผู้อ่านคิดว่าคุณลูกค้าอยากได้อะไรครับ ก.ลาบหมูทอดฟรี ข.อยากคุยด้วย ค.อยากได้ผู้จัดการ ง.อยากมีเรื่อง จ.ถูกทุกข้อ แล้วถ้าท่านผู้อ่านเป็นน้องคนนี้จะทำอย่างไรครับ?
ต่อไปเป็นเรื่องของน้องอีกคนที่บอกว่าเป็นแคชเชียร์และดูแลครัว ตอนร้านเปิดใหม่ๆ เบอร์โทรร้านยังไม่ได้ติดตั้ง ตอนลงสื่อต่างๆ ก็เลยให้เบอร์มือถือตัวเองไว้ ปัจจุบันก็เลยกลายเป็นคนคุยโทรศัพท์ทั้งวัน ค่ำหน่อยก็ต้องคอยบอกทางมาร้านให้ลูกค้า แต่ที่เป็นช็อตเด็ดก็คือ ร้านปิดเที่ยงคืน น้องเราก็กลับบ้านเตรียมนอนกอดลูกเฝ้าเมียตามประสาแฟมิลี่แมนแล้ว เคลิ้มหลับไปได้แวบหนึ่งประมาณตีสองนิดๆ ก็มีเสียงมือถือดังขึ้น รีบรับด้วยความตกใจคิดว่าเรื่องด่วน
ปรากฏว่าลูกค้าโทรมาจองโต๊ะครับ ถามเวลาปิดเปิดและเมนูแนะนำ ทางนี้ก็บอกว่าพรุ่งนี้โทรกลับนะครับค่อยคุยกันใหม่จะสะดวกกว่า คุณลูกค้าก็ไม่ยอมวางสาย ในที่สุดยอดมนุษย์เมียก็ส่งเสียงสะท้อนกรีดเข้าไปในสายว่า “ใครฮ้า?” คุณลูกค้าคงจะได้สติเลยรีบขอโทษขอโพยแล้ววางสายไป ปล่อยเจ้าน้องคนนี้นั่งอยู่กับเมียในบรรยากาศมาคุทั่วห้อง! คำถาม 3 ข้อง่ายๆ 1.ลูกค้าอยากได้อะไร 2.เมียจะเชื่อมั้ยว่าลูกค้าโทรจองโต๊ะ 3.ควรจะทำอย่างไรกับคุณลูกค้าดี
จากเหตุการณ์ทั้งสองนี้ ทำให้ผมอยากเจอกูรูบรรพบุรุษบิดาแห่งการตลาดผู้บัญญัติแนวคิดที่บอกว่า “ลูกค้าคือพระเจ้า” ว่าตอนนั้นน่ะเคยคิดเผื่อมั้ยว่า ถ้าพระเจ้าเสียสติไปแล้วเราจะปฏิบัติกับพระเจ้าอย่างไรดี? ผมอยากให้ท่านผู้อ่านออกไปกินข้าวนอกบ้านกันอย่างมีความสุขนะครับ อะไรที่มันมองข้ามไปได้ก็ปล่อยไปบ้าง เว้นแต่จะไปกินร้านที่มีเชฟติดดาวติดแม็กซ์มาทำให้แล้วเราต้องจ่ายแพงระยับ นั่นก็อีกกรณีหนึ่งที่ทุกอย่างต้องเป๊ะ 100% เจ้าของร้านและเชฟก็เหมือนกัน อย่าอารมณ์ติสต์จนเกินงาม ดูแลลูกค้าด้วยความเอาใจใส่ ลูกค้าก็รับอาหารและบริการอย่างพอเหมาะ นี่มันคงเป็นการเสพสุนทรียแห่งอาหารที่สมบูรณ์แบบจริงๆ ขอให้เจริญอาหารครับ







