
หอการค้าแนะทางรอดศก.ซึมต้องลดต้นทุน
“หอการค้า” แนะเอกชนลดต้นทุนต่อหน่วยสู้เศรษฐกิจซึม หันใช้เครื่องจักรแทนแรงคน มองหาตลาดใหม่
“หอการค้า” แนะเอกชนลดต้นทุนต่อหน่วยสู้เศรษฐกิจซึม หันใช้เครื่องจักรแทนแรงคน มองหาตลาดใหม่
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวเช่นในปัจจุบันนี้ ไม่อยากให้เอกชนลดกำลังการผลิตสินค้าลง เพราะการผลิตสินค้าลดลง จะกระทบต่อต้นทุนการผลิตต่อหน่วยที่สูงขึ้น แต่เอกชนควรปรับมาใช้แนวทางการหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อให้รายได้เติบโตมากขึ้น และทำให้ต้นทุนลดลง หรืออย่างน้อยให้คงที่ไม่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ กำลังการผลิตของภาคเอกชนเหลือในปัจจุบันลดลงเหลือราว 50% จากเดิมก่อนหน้านี้อยู่ที่ 6070% ส่วนราคาน้ำมันที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ภาคเอกชนควรหาแนวทางลดต้นทุนขนส่งมากที่สุด และลดต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นในโรงงานลง
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรปรับประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้น โดยหันมาใช้เครื่องจักรผลิตเพิ่มขึ้น และลดการใช้แรงงานคนลง เพราะมีผลสำรวจออกมาว่าประสิทธิภาพการใช้แรงงานคนของไทยต่ำกว่าประเทศมาเลเซีย โดยแรงงานในประเทศไทยมีประสิทธิภาพการผลิตอยู่ที่ 1.8 หมื่นเหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี ส่วนมาเลเซียอยู่ที่ 3.6 หมื่นเหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี
ทั้งนี้ พบว่าบริษัทขนาดใหญ่ได้ปรับแผนธุรกิจเพื่อลดต้นทุนค่าแรง ด้วยการหันมาใช้ระบบออโตเมติกในโรงงานมากขึ้น โดยบางบริษัทใช้ออโตเมติกในโรงงานสัดส่วน 25% และลดแรงงานลงเหลือ 1 หมื่นคน จากเดิม 2 หมื่นคน
“หอการค้าเน้นย้ำการบริหารธุรกิจด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ผ่านมามี 7 องค์กรขนาดใหญ่ลงนามความร่วมมือในเรื่องนี้แล้ว โดยการใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงหมายถึง การมีภูมิคุ้มกัน ไม่เป็นหนี้ และมีองค์ความรู้ว่าต้องทำธุรกิจอย่างไร” นายอิสระ กล่าว
ด้านนายสมมาต ขุนเศษฐ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมกำลังเจอกับปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศเข้ามาพร้อมกัน โดยในประเทศนอกจากเจอภาวะต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นตามค่าแรงแล้ว ยังพบภาวะการชะลอตัวของกำลังซื้อของผู้บริโภคที่มีภาระหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นมาก
ส่วนปัจจัยจากต่างประเทศ คือเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าชะลอตัว โดยผู้ประกอบการก็มีการปรับตัวรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปจากครึ่งปีแรกค่อนข้างมากนี้ เช่น ชะลอการลงทุนบางโครงการออกไปก่อน เพื่อรักษาสภาพคล่องของกิจการไว้ก่อน
“ผู้ประกอบการอยู่ในภาวะอยากขึ้นราคาสินค้าแต่ขึ้นไม่ได้ ต้องรักษายอดขายด้วยการตรึงราคาไว้ก่อน โดยรายใหญ่ยอมขาดทุนกำไรไป ทำได้เพราะสายป่านยาว แต่ที่น่าเป็นห่วงคือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สายป่านอาจไม่ยาวพอที่จะรับกับภาวะขาดทุน” นายสมมาต กล่าว
ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานคลัสเตอร์การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ ส.อ.ท. กล่าวว่า ตลาดส่งออกของอุตสาหกรรมการพิมพ์ของไทยส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย แต่การที่เศรษฐกิจจีนซึ่งเป็นหัวจักรใหญ่ของเศรษฐกิจภูมิภาคนี้กำลังชะลอตัว ทำให้คาดว่าผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวไปเพิ่มน้ำหนักส่งออกไปยังสหรัฐ ซึ่งแม้ภาวะเศรษฐกิจยังไม่แน่นอนนัก แต่อย่างน้อยก็มีสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจนขึ้น รวมถึงการทำตลาดกับผู้ประกอบการญี่ปุ่น ที่ขณะนี้มีการย้ายฐานการผลิตจากจีนมาลงทุนในไทยมากขึ้นและเห็นสัญญาณว่ามีการสั่งสินค้าจากไทยมากขึ้น







