posttoday
สเปเชียลตี้สโตร์เดือด รายเก่างัดกลยุทธ์รับน้องใหม่

สเปเชียลตี้สโตร์เดือด รายเก่างัดกลยุทธ์รับน้องใหม่

11 กรกฎาคม 2556

ยังคงมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงสำหรับร้านค้าปลีกเพื่อสุขภาพและความงาม หรือสเปเชียลตี้สโตร์ เนื่องจากมีคู่แข่งเพิ่มมากขึ้น จากเดิมผู้เล่นรายหลักมีเพียงร้านบู๊ทส์ และร้านวัตสันเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีร้านซูรูฮะของเครือสหพัฒน์ และร้านโอเกนกิของบีเจซีเข้าร่วมแข่งขันเป็นรายล่าสุด

ยังคงมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงสำหรับร้านค้าปลีกเพื่อสุขภาพและความงาม หรือสเปเชียลตี้สโตร์ เนื่องจากมีคู่แข่งเพิ่มมากขึ้น จากเดิมผู้เล่นรายหลักมีเพียงร้านบู๊ทส์ และร้านวัตสันเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีร้านซูรูฮะของเครือสหพัฒน์ และร้านโอเกนกิของบีเจซีเข้าร่วมแข่งขันเป็นรายล่าสุด

จากจำนวนคู่แข่งที่มีเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ผู้เล่นรายเดิมในตลาดต้องเร่งออกมาทำการตลาดมากขึ้น เพื่อรักษาฐานลูกค้าไว้ให้ได้มากที่สุด ทั้งการเปิดสาขาใหม่เพิ่มขึ้น การเพิ่มรายการสินค้าใหม่ และอัดโปรโมชั่น

เริ่มจากรายเดิมอย่างร้านบู๊ทส์ ที่ปีนี้มีแผนเปิดสาขาใหม่เพิ่มขึ้น 30 สาขา หลังจากจบปีงบประมาณ 2555 ไปเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา (เม.ย. 2554มี.ค. 2555) ร้านบู๊ทส์มีจำนวนสาขาเปิดให้บริการอยู่ที่ 227 สาขา ปัจจุบันเพิ่มเป็น 231 สาขา คาดว่าสิ้นปีจะมีจำนวนสาขาเพิ่มเป็น 253 สาขา

ประภาพรรณ พลอยแสงงาม ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์และการตลาด บริษัท บู๊ทส์ รีเทล (ประเทศไทย) กล่าวว่า นอกจากการเพิ่มจำนวนสาขาใหม่ บริษัทยังมีแผนที่จะปรับปรุงสาขาเก่าให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อสร้างความสนใจให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการ ซึ่งปีนี้คาดว่าจะปรับปรุงสาขาได้ประมาณ 5 สาขา

นอกจากนี้ ร้านบู๊ทส์ยังมีแผนที่จะทำกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ควบคู่ไปกับการนำสินค้าใหม่ๆ เข้ามาให้บริการ ซึ่งจะมีทั้งแบรนด์ที่จำหน่ายทั่วไปในท้องตลาดและในส่วนของบู๊ทส์แบรนด์ รวมไปถึงเอกซ์คลูซีฟแบรนด์ (สินค้าที่มีจำหน่ายเฉพาะในร้านบู๊ทส์) โดยล่าสุดได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม แบรนด์ “มาร์ค ฮิลล์” เข้ามาทำตลาดเป็นเอกซ์คลูซีฟแบรนด์

ปัจจุบันร้านบู๊ทส์มีสินค้าทั้งหมดจำหน่ายประมาณ 6,000 รายการ ในจำนวนดังกล่าวเป็นสินค้าเอกซ์คลูซีฟแบรนด์และบู๊ทส์แบรนด์ 2,500 รายการ ซึ่งในส่วนของสินค้าบู๊ทส์แบรนด์ยี่ห้อที่ขายดีที่สุด คือ บู๊ทส์ นัมเบอร์เซเว่น และบู๊ทส์ โบทานิคส์

ประภาพรรณ กล่าวว่า การแข่งขันของร้านเพื่อสุขภาพและความงามขณะนี้ค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากมีผู้เล่นในตลาดมากขึ้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นประโยชน์กับผู้บริโภคที่จะได้ซื้อสินค้าที่มีคุณภาพหลากหลายและราคาประหยัดมากขึ้น

กลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการแต่ละรายเลือกนำมาใช้ก็จะมีความแตกต่างกันไป โดย ประภาพรรณ กล่าวอีกว่า ในส่วนของร้านบู๊ทส์ จะเน้นไปที่สินค้าเพื่อสุขภาพ ขณะที่คู่แข่งอาจเน้นไปที่โปรโมชั่น และความเป็นร้านค้าปลีกเพื่อสุขภาพและความงามจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหลังจากออกมาทำกิจกรรมการตลาดมากขึ้น คาดว่าสิ้นปีนี้จะมียอดขายเติบโตได้เป็นตัวเลข 2 หลัก

ด้านของร้านวัตสัน ปีนี้มีแผนที่จะเร่งขยายสาขาใหม่เพิ่มขึ้นอีก 50 สาขา แบ่งเป็นในกรุงเทพฯ 15 สาขา และต่างจังหวัด 35 สาขา ซึ่งจำนวนสาขาใหม่ที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวถือว่ามากสุดในรอบ 9 ปีที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เนื่องจากปีที่ผ่านมาวัตสันมีการเปิดสาขาใหม่เพียง 24 สาขาเท่านั้น ส่งผลให้สิ้นปีที่ผ่านมามีจำนวนร้านวัตสันเปิดให้บริการอยู่ที่ 254 สาขา

ในส่วนของสาขาเก่าร้านวัตสันก็มีแผนที่จะปรับปรุงให้มีความทันสมัยเพิ่มขึ้นด้วยรูปลักษณ์ร้านโฉมใหม่ ซึ่งตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาได้เริ่มดำเนินการปรับปรุงไปบ้างแล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จทุกสาขาภายในปี 2557

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ร้านวัตสันยึดเป็นกลยุทธ์หลักในการกระตุ้นเงินจากกระเป๋าลูกค้า คือ การทำโปรโมชั่น และจากการที่เดือน ก.ค.นี้ เป็นเดือนครบรอบ 17 ปีของร้านวัตสัน จึงมีแผนที่จะทำกิจกรรมใหญ่เพื่อตอบแทนลูกค้า ภายใต้แคมเปญ วัตสัน ฉลองครบรอบ 17 ปี แจกทองสะใจทุกวัน เมื่อซื้อสินค้าครบ 300 บาทขึ้นไป ด้วยการส่งเอสเอ็มเอสลุ้นโชค

พร้อมกันนี้ ยังมีแคมเปญโปรโมชั่น 1 บาท แห่งปี เมื่อสมาชิกซื้อสินค้าชิ้นแรกในราคาปกติ สามารถซื้อสินค้าชิ้นที่ 2 ได้ในราคา 1 บาท ซึ่งเป็นแคมเปญที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

ขณะที่น้องใหม่อย่างร้านซูรูฮะ ในเครือสหพัฒน์ ได้เริ่มเดินกลยุทธ์เชิงรุกมากขึ้นในปีนี้ หลังจากทำตลาดในไทยครบ 1 ปี มีจำนวน 5 สาขา โดยปีนี้ร้านซูรูฮะมีแผนขยายสาขาครบ 25 สาขาทั่วประเทศ

เบญจมาศ ต้องประสิทธิ์ กรรมการบริหาร บริษัท ซูรูฮะ (ประเทศไทย) กล่าวว่า จำนวนสาขาของร้านซูรูฮะตอนนี้ถือว่ายังมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาด จึงทำให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าของร้านซูรูฮะได้ยาก ดังนั้นบริษัทจะเร่งขยายสาขาให้ครบ 100 สาขา ซึ่งวางเป้าหมายไม่เกิน 5 ปีนับจากนี้ เพื่อผลักดันให้มีรายได้ในปีดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีรายได้เพียง 25 ล้านบาท

จุดขายของร้านซูรูฮะ เครือสหพัฒน์ จะชูความเป็นร้านขายสไตล์ญี่ปุ่นในรูปแบบซูเปอร์ดรักสโตร์ หรือร้านขายยาแนวใหม่ที่มีสินค้าอื่นๆ ร่วมอยู่ในร้าน โดยมีสินค้าที่จำหน่ายในร้านประมาณ 7,000 รายการ ทั้งกลุ่มยา เครื่องสำอาง และของใช้ในบ้าน

ขณะที่น้องใหม่รายล่าสุดอย่างร้านโอเกนกิ ของบริษัท บีเจซี หลังจากที่จับมือกับพันธมิตรกับประเทศญี่ปุ่นตกลงใจจะร่วมกันดำเนินธุรกิจร้านค้าปลีกเพื่อสุขภาพและความงาม ก็เตรียมเปิดแผนขยายสาขาใหม่ทันที โดยจะเปิดสาขาแรก คือ อโศก ทาวเวอร์ มีสินค้าวางจำหน่ายมากกว่า 1,000 รายการ พร้อมตั้งเป้าเพิ่มเป็น 20 สาขา ในปี 2557

จากจำนวนผู้เล่นที่เพิ่มขึ้นในตลาดนี้ คาดว่าจะส่งผลให้ภาพรวมร้านค้าปลีกเพื่อสุขภาพและความงามในปีนี้น่าจะเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก และแน่นอนว่าการแข่งขันย่อมดุเดือดตามมาแน่นอน

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ