
ทีวีดิจิตอลช่องข่าวส่อแข่งคึกคัก
หลังเนื้อข่าว50%แกรมมี่โวยให้ขึ้นราคาเท่าวาไรตี้
หลังเนื้อข่าว50%แกรมมี่โวยให้ขึ้นราคาเท่าวาไรตี้
ประมูลทีวีดิจิตอลช่องข่าวคึก หลัง กสทช.ลดสัดส่วนข่าว 50% แกรมมี่บี้ขึ้นราคาเริ่มเท่าช่องวาไรตี้
นายสุระ เกนทะนะศิล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท เปิดเผยว่า การที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ปรับเงื่อนไขประมูลช่องโทรทัศน์ระบบดิจิตอล โดยลดสัดส่วนช่องข่าวที่ต้องมีรายการข่าว 75% ลงเหลือสัดส่วน 50% ของเวลาที่ออกอากาศ น่าจะเป็นเพราะขณะนี้เริ่มมีผู้ประกอบการหลายรายเริ่มถอดใจกับการประมูลช่องความคมชัดสูง หรือเอชดี เนื่องจากราคาประมูลเริ่มต้นช่องเอชดีค่อนข้างสูง
ทั้งนี้ การปรับลดเนื้อหาของรายการข่าวเหลือ 50% แน่นอนการแข่งขันประมูลช่องข่าวต้องเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเอารายการบันเทิงมาออกอากาศได้เพิ่ม ซึ่ง อสมท ยังคงประมูลช่องทีวีดิจิตอลตามแผนเดิมคือ เอชดี ข่าว และทั่วไป
นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ กล่าวว่า หาก กสทช.ต้องการที่ปรับสัดส่วนเนื้อหาของรายการข่าวเหลือ 50% จริงๆ ก็ควรขึ้นราคาประมูลเพิ่มด้วย เนื่องจากสัดส่วนเนื้อหาของช่องข่าวที่ปรับดังกล่าวอยู่ใกล้เคียงกับช่องวาไรตี้ ปัจจุบันราคาเริ่มต้นประมูลช่องวาไรตี้อยู่ที่ 380 ล้านบาท ขณะที่ช่องข่าวราคาเริ่มที่เพียง 220 ล้านบาท เท่านั้น เพื่อความยุติธรรมในการประมูล
ด้านการลงทุนโครงข่าย นายกังวาล กุศลธรรมรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสริช คอร์ปอเรชั่น หรือไออาร์ซีพี ผู้ดำเนินธุรกิจให้คำปรึกษาและวางระบบโครงข่ายทีวีดิจิตอล กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทได้เข้าไปเจรจากับผู้ประกอบการให้บริการโครงข่าย 3 ราย คือ ช่อง 9 ช่อง 11 และไทยพีบีเอส เพื่อแสดงความสนใจเข้าไปวางระบบโครงข่ายทีวีดิจิตอล ส่วนช่อง 5 เจรจาไปแล้ว
สำหรับการลงทุนเบื้องต้นคาดจะอยู่ที่รายละประมาณ 3,000 ล้านบาท หากรวม 4 ราย จะเป็นงบ 1.2 หมื่นล้านบาท โดยบริษัทตั้งเป้าขอส่วนแบ่ง 25% หรือได้ 1 ผู้ประกอบการให้บริการโครงข่ายเป็นอย่างต่ำ ด้านคู่แข่งวงการนี้จะเป็นรายใหญ่คือ ล็อกซเล่ย์ กับกลุ่มสามารถ
นอกจากนี้ บริษัทยังสนใจจำหน่ายกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอลภายใต้แบรนด์ชัดดี (Chud D) โดยขณะนี้พร้อมเดินเครื่องผลิตกล่องรับสัญญาณแล้วเหลือเพียงการประกาศใช้ การแจกคูปอง และการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่าย
ขณะที่บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส ประเทศไทย เผยรายงานแนวโน้มเติบโตของอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงของไทยจะโตแข็งแกร่งอีก 5 ปี หรือโตเฉลี่ยปีละ 11.3% หรือ 463.2 แสนล้านบาทข้างหน้า หลังรายงานล่าสุดพบว่า การใช้จ่ายด้านสื่อและบันเทิง (Entertainment and Media spending) จะมีมูลค่าสูงถึงราว 1.48 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 463.2 แสนล้านบาท ภายในปี 2560 เพิ่มขึ้นจาก 9.7 พันล้านดอลลาร์ในสิ้นปีนี้ คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR 255660) ที่ 11.3% แซงหน้าตลาดที่พัฒนาแล้วและการเติบโตเฉลี่ยทั่วโลก โดยได้รับผลบวกจากการขยายตัวของการใช้งานทางอินเตอร์เน็ต (Internet access) และงบโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ (TV advertising) ที่เพิ่มสูงขึ้น*******ดังนั้น แผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทในขณะนี้คือ การส่งตัวแทนเข้าไปเจรจาพร้อมให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ กับผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาติให้บริการโครงข่าย เพื่อให้ผู้ประกอบการทั้ง 4 รายรู้จัก เนื่องจากคู่แข่งที่มีความสนใจเข้าไปวางระบบโครงข่ายทีวีดิจิตอลล้วนแต่เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่ว่าจะเป็นล็อกซ์เล่ย์ หรือสามารถ
“สิ่งที่เราอยากให้ กสทช.พิจารณามากที่สุดตอนนี้คือ คอนเทนต์ เพราะหลังจากการประมูลจบลงบางบริษัทอาจใช้งบลงทุนด้านคอนเทนต์และเทคโนโลยีที่ถูกลง เพราะต้องประหยัด เนื่องจากเสียค่าประมูลสูง ปัจจุบันบ้านเรายังไม่มีหน่วยงานเข้ามาควบคุมในเรื่องดังกล่าวจึงอยากให้ กสทช. เร่งเข้ามาดูแล”นายสุระกล่าว
สำหรับการเพิ่มราคาการเคาะประมูลของช่องเด็กจากครั้งละ 1 ล้านบาท เป็น 2 ล้านบาท นั้น มองว่าควรใช้ราคาเดิม เพราะนโยบายของ กสทช.ต้องการจะสนับสนุนช่องรายการเด็ก จึงควรมีราคาประมูลที่ถูกไม่ควรมีการเพิ่มราคาการเคาะประมูล
นายอาณัติ เมฆไพบูลย์วัฒนา กรรมการผู้จัดการบริษัท ทรูวิชั่นส์ กล่าวว่า ถือว่าเป็นผลดีกับผู้ประกอบการที่จะเข้าประมูลช่องข่าว เพราะการประมูลช่องรายการข่าวจะไม่เท่ากับช่องอื่นๆ หากมีการปรับสัดส่วนของเนื้อหารายการข่างวจริง มองว่าจะทำให้ผู้ประมูลช่องรายการข่าวสามารถหารายได้ได้เพิ่มขึ้น และสามารรถแข่งขันได้กับคู่แข่งได้มากขึ้น แต่ทั้งนี้คงต้องรอดูนโยบายที่ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง***** “ตอนนี้เราเดินสายซีเอสอาร์อย่างต่อเนื่อง ด้วยการเข้าไปให้ความรู้กับองค์กรต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็จะเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาในด้านของระบบ เนื่องจากบริษัทมีความเชียวชาญในด้านของการติดตั้งและวางแผนงานการวางระบบโทรคมนาคม และสาธารณูปโภค” นายกังวลกล่าว
ทั้งนี้ เครื่องส่งทีวีดิจิตอลที่บริษัทจะนำเข้ามาติดตั้งจะเป็นในส่วนของแบรนด์ พลิสช์(Plisch) จากประเทศเยอรมัน ขณะที่สายส่งจะใช้ของฮิตาชิ ซึ่งหากบริษัทได้รับเลือกจากให้เข้าไปวางระบบโครงข่ายทีวีดิจิตอลอย่างน้อย 1 ราย คาดว่าจะทำให้บริษัทมีรายได้จากงานดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 3,000 ล้านบาท ภายใน 2 ปีนับจากนี้
นอกจากนี้ บริษัทยังมีความสนใจที่จะจำหน่ายกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอลภายใต้แบรนด์ ชัดดี(Chud D) โดยขณะนี้มีความพร้อมที่จะเดินเครื่องผลิตกล่องรับสัญญาณรับสัญญาณทีวีดิจิตอลแล้วเหลือเพียงการประกาศใช้ การแจกคูปอง และการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่าย
อย่างไรก็ตาม หากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หรือ กสทช.ประกาศใช้กล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอล บริษัทก็พร้อมเดินเครื่องผลิตกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอลทันที ด้วยการจ้างโรงงานในประเทศไทยผลิตสินค้าให้ ซึ่งในช่วงแรกคาดว่าจะผลิตกล่องรับสัญญาณเข้ามาทำตลาดได้ 5 กล่อง ขณะที่เป้าหมายยอดขายคาดว่าจะอยู่ที่ 1 ล้านกล่อง จาก 22 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ
นายกังวลกล่าวว่า ปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 900 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการวางระบบงานต่างๆ ให้กับหน่วยงานภาครัฐ 80% ที่เหลืออีก 20% เป็นรายได้จากการให้บริการงานระบบงานต่างๆ ซึ่ง หลังจากที่บริษัทมีแผนที่จะเข้าไปทำธุรกิจการวางระบบทีวีดิจิตอลและจำหน่ายกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอลคาดว่าจะมีสัดรายได้จากการให้บริการระบบงานต่างๆ เพิ่มเป็น 35% ในสิ้นปีนี้
ไออาร์ซีพีเดินหน้าเจรจาผู้ให้บริการโครงข่ายช่อง 5 ช่อง 11 ช่อง 9 ไทยพีบีเอส หวังชิงแชร์ขั้นต่ำ 25% วางระบบพร้อมติดตั้งโครงข่าย คาดหากทำสำเร็จ 1 รายมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท







