
กางแผน "ไทยซูซูกิมอเตอร์" ชักธงรบตลาดบิ๊กไบค์เต็มตัว
โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์
โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์
เป็นผู้เล่นในตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยมานานกว่า 45 ปี สำหรับ บริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ ผู้ผลิตและจำหน่ายรถจักรยานยนต์ “ซูซูกิ” ในวันนี้ได้เปลี่ยนถ่ายเลือดใหม่ในตำแหน่งประธานกรรมการบริหารที่ได้มือดีอย่าง “ชาโตชิ อูชิดะ” มาดำรงตำแหน่งดังกล่าว
“ชาโตชิ อูชิดะ” ผ่านการปฏิบัติงานในตำแหน่งระดับสูงของบริษัทในหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น สเปน ฝรั่งเศส ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย รวมถึงประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชีย เป็นเครื่องการันตีทั้งประสบการณ์และความสามารถ
ภารกิจสำคัญของนายคนใหม่ไทยซูซูกิมอเตอร์ที่ได้รับมอบหมายจากบริษัทแม่ประเทศญี่ปุ่น ที่ให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศไทยเป็นตลาดที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียน
“เป้าหมายและแนวคิดในการบริหารงานของผมคือ การทำให้ผู้มีส่วนร่วมในการทำธุรกิจ อาทิ พนักงาน ผู้แทนจำหน่าย ผู้ใช้รถ มีความสุขจากการบริหารงานของผมในตำแหน่งนี้” อูชิดะ กล่าว
สำหรับนโยบายบริหารงานได้ให้ความสำคัญบน 4 เสาหลัก ได้แก่ 1.ความร่วมมือกับพันธมิตรและผู้แทนจำหน่าย 2.สินค้าของบริษัทจะต้องสามารถแข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่นในตลาด 3.การให้บริการหลังการขาย 4.การสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง
สำหรับแบรนด์ของ “ซูซูกิ” ถือเป็นแบรนด์ที่รู้จักกันทั่วโลก อยู่ในอันดับ TOP8 ด้านการรับรู้แบรนด์ ขณะที่ในหลายประเทศ “ซูซูกิ” อยู่ในอันดับ 12ของประเทศนั้นๆ ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในขณะที่ประเทศไทย “ซูซูกิ” อยู่ในอันดับ 3ของตลาดรถจักรยานยนต์
ดังนั้น ทิศทางการดำเนินธุรกิจต่อจากนี้ไปจะยกระดับให้ ซูซูกิ ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถจักรยานยนต์ขนาดกลางและขนาดใหญ่ โดยใช้ศักยภาพของโรงงาน ไทยซูซูกิมอเตอร์ ที่มีความสามารถด้านการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังคงไว้สำหรับรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กที่มีจุดเด่นในการประหยัด (อีโค เทคโนโลยี)
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคในการซื้อรถจักรยานยนต์ที่มีขนาดอัตรากระบอกสูบ (ซีซี) สูงขึ้น โดยเฉพาะตลาดประเทศไทยจะเป็นผู้นำเทรนด์แห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก่อนหน้าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคและจะกระจายไปในเร็วๆ นี้
ในปี 2556 บริษัทจึงได้ใช้เงินลงทุนรวมมูลค่า 500 ล้านบาท แบ่งเป็นลงทุนด้านการขยายกำลังการผลิตในโรงงานรถจักรยานยนต์ขนาดกลางใหญ่ จำนวน 2 รุ่น มูลค่า 200300 ล้านบาท และอีกส่วนหนึ่งคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาด
ในปัจจุบันโรงงานผลิตรถจักรยานยนต์ของบริษัทมีกำลังการผลิตรวม 4 แสนคันต่อปี ซึ่งในอนาคตอาจมีการปรับเปลี่ยนกำลังการผลิตส่วนอื่นๆ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยมีเป้าหมายในการผลิตรถจักรยานยนต์ขนาดกลางใหญ่ รวมในระดับ 3 แสนคัน ภายใน 5 ปี
“ถือได้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ 2 ของโลก ที่มีการผลิตรถจักรยานยนต์ขนาดกลางใหญ่ นอกประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์แบบเดียวกันทั่วโลก (โกลบอลโมเดล) โดยในปีนี้จะมีการผลิตและส่งออกจำนวน 1 รุ่น” นายใหญ่ไทยซูซูกิมอเตอร์ กล่าว
สำหรับภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยในปี 2556 อูชิดะ มองว่า ปีนี้จะอยู่ในระดับ 2 ล้านคัน ซึ่งบริษัทตั้งเป้าหมายยอดจำหน่ายไว้ที่ 1 แสนคัน หรือมีส่วนแบ่งทางการตลาดที่ 5% ของตลาด สูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มียอดจำหน่ายอยู่ที่ 8.6 หมื่นคัน โดยในครึ่งปีแรกบริษัทมียอดจำหน่ายอยู่ที่3 หมื่นคัน และคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ด้วยการเปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่อีกจำนวน 4 รุ่น
นอกจากนี้ บริษัทยังมองถึงเป้าหมายส่วนแบ่งการตลาดในระยะยาว 5 ปี โดยจะไต่ระดับให้ไปถึง 20% และคาดว่าในเวลานั้นภาพรวมตลาดจะยังคงอยู่ในระดับ 2 ล้านคัน เนื่องจากตลาดรถจักรยานยนต์ของไทยอยู่ในภาวะอิ่มตัว แต่สัดส่วนของตลาดจะเปลี่ยนไปโดยที่เครื่องยนต์ขนาดใหญ่จะมีบทบาทยิ่งขึ้น
ขณะที่ตลาดรถจักรยานยนต์ขนาดกลางใหญ่ (ตั้งแต่ 200-750 ซีซี) ในปี 2556 จะมียอดขายอยู่ในระดับ 2 หมื่นคัน เติบโตขึ้นเท่าตัวจากปีก่อนที่มียอดขายอยู่ที่ 1 หมื่นคัน บริษัทได้ตั้งเป้าหมายยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ประเภทดังกล่าวไว้ที่ 100 คัน โดยมีผู้แทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ขนาดกลางขนาดใหญ่เพียง 1 แห่งเท่านั้น
ดังนั้น บริษัทจึงเตรียมการขยายศูนย์จำหน่ายและบริการรถจักรยานยนต์ขนาดกลางใหญ่ในปี 2556 ไว้ที่ 60-100 แห่ง เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายและการเติบโตของตลาดในอนาคต
ถือเป็นการชักธงรบในตลาดรถจักรยานยนต์ขนาดกลางใหญ่ของไทยซูซูกิมอเตอร์อย่างเต็มตัว







