
จับยา
ช่วงนี้เห็นท่านเจ้ากระทรวงแรงงานคนใหม่ “เฉลิม อยู่บำรุง” ท่านฟิตปั๋ง ประกาศนโยบายลุย “สถานประกอบการปลอดยาเสพติด” ได้ยินแล้วผมก็ใจชื้น แถมรู้สึก “น้ำตาจะไหล”
ช่วงนี้เห็นท่านเจ้ากระทรวงแรงงานคนใหม่ “เฉลิม อยู่บำรุง” ท่านฟิตปั๋ง ประกาศนโยบายลุย “สถานประกอบการปลอดยาเสพติด” ได้ยินแล้วผมก็ใจชื้น แถมรู้สึก “น้ำตาจะไหล”
สาเหตุที่น้ำตาจะไหล เพราะผมมีเรื่อง “ขอแชร์นะครับ” เกี่ยวกับความร่วมมือด้านยาเสพติดของอาเซียน
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว (ประมาณ 15 ปีก่อน) ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนได้ลงนามร่วมกันเพื่อทำให้เกิดอาเซียนปลอดยาเสพติดภายในปี 2563 ซึ่งหมายถึงจะต้องขจัดทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้อง เริ่มตั้งแต่การผลิต การขาย ไปจนถึงการเสพ
แต่ผ่านไปได้เพียง 2 ปี รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเกิดเปลี่ยนใจ ขอปรับเป้าท้าทายมากขึ้น หวังให้อาเซียนปลอดยาเสพติดภายในปี 2558 ซึ่ง “บังเอิ๊ญบังเอิญ” ตรงกับปีเปิดประชาคมอาเซียนของเราพอดี
กาลครั้งนี้ (ปัจจุบันแล้ว) การดำเนินงานด้านยาเสพติดของอาเซียนถูกขับเคลื่อนโดยการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านยาเสพติดอาเซียน (ASOD) ภายใต้เสาสังคมและวัฒนธรรม
เมื่อเปิดแผนงานการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (เอเอสซีซี บลูปริ๊นท์) ออกมาดู พบว่าอาเซียนมีเป้าหมายย่อยด้านอาเซียนปลอดยาเสพติด มีมาตรการที่ต้องทำทั้งสิ้น 8 มาตรการ เช่น ป้องกันการใช้ยาเสพติดในครอบครัว โรงเรียน สถานที่ทำงาน ชุมชน ส่งเสริมให้ประชาชนต่อต้านภัยร้ายและอันตรายของยาเสพติด กำหนดพืชทดแทนแทนการใช้พืชยาเสพติด อำนวยความสะดวกในการจัดตั้งศูนย์ดูแลและฟื้นฟูในทุกประเทศ
หันมาดูข้อมูลสถิติของสำนักงานยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งองค์การสหประชาชาติ (UNODC) ในรายงานสถานการณ์ยาเสพติดโลกเมื่อปีที่ผ่านมา ระบุว่าเอเชียมีผู้ใช้ยาเสพติดอยู่ราว 38127 ล้านคน
ขณะที่ข้อมูลของ UNODC อีกชุดหนึ่ง เรื่อง “อาเซียนปลอดยาเสพติด 2015 : สถานะและข้อแนะนำ” ระบุว่า ปี 2549 มีการจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในอาเซียน 172,299 ราย โดยไทยจับกุมมากสุด 69,411 ราย ตามด้วยมาเลเซีย 35,479 ราย และอินโดนีเซีย 29,992 ราย
สำหรับจำนวนผู้เข้ารับการฟื้นฟูในปี 2549 มากที่สุดคือ เวียดนาม 80,368 คน ตามด้วยไทย 38,676 คน และอินโดนีเซีย 6,313 คน
คำถามคือประเทศที่จับกุมได้มาก แต่ผู้เสพรับการบำบัดน้อย ผู้เสพหายไปไหน และประเทศที่มีการบำบัดมาก แต่จับกุมผู้ค้าได้น้อย นี่ก็ต้องถามว่าผู้ค้าไปไหน
ข้อมูลชุดดังกล่าวของ UNODC ยังได้ทำข้อมูลเปรียบเทียบ 3 ปี นับแต่ปี 25472549 ข้อสังเกตที่น่าสนใจ คือ แนวโน้มสถานการณ์การจับกุมภาพรวมอาเซียนตลอด 3 ปีอยู่ในช่วงไล่เลี่ยกัน และเมื่อเจาะบางประเทศ หลายประเทศก็ยังจับกุมได้มากขึ้น
การจับกุมได้มากขึ้น อาจสะท้อนว่าเจ้าหน้าที่ทำงานกันอย่างเข้มข้น แต่ขณะเดียวกันก็ยังสะท้อนอีกแง่ว่าสถานการณ์การค้าขายยาเสพติดในหลายประเทศยังไม่ลดลง และยังไม่เห็นวี่แววของคำว่า “หมดสิ้น”
อาเซียนควรต้องกลับมาทบทวนร่วมกันใหม่อีกครั้งว่าสถานการณ์จริงในขณะนี้ของแต่ละประเทศเป็นอย่างไร หากประมาณการจำนวนผู้ค้าและผู้เสพในประเทศตัวเองได้แน่ชัดยิ่งต้องกางแบบ “ไม่อาย” เพื่อให้จัดการง่ายขึ้น
กรอบเวลาที่รัฐมนตรีของท่านตั้งไว้ เหลือแค่ 2 ปีเท่านั้นครับ







