
“เดอะ บอดี้ ช็อป”กล้าที่จะแตกต่างเพื่ออุดมการ
แม้จะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ในอุตสาหกรรมความงามโลกอันยักษ์ใหญ่ ที่มีมูลค่าสูงถึง 1.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
โดย...ณัฐสุดา จิตตปาลพงศ์
แม้จะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ในอุตสาหกรรมความงามโลกอันยักษ์ใหญ่ ที่มีมูลค่าสูงถึง 1.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.8 ล้านล้านบาท) ทว่าปฏิเสธไม่ได้ว่า “เดอะ บอดี้ ช็อป” (The Body Shop) แบรนด์ผลิตภัณฑ์ความงามชื่อดังจากเมืองผู้ดีนั้น กลับมีเคล็ดลับสุดพิเศษที่ช่วยสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจจนกลายเป็นแบรนด์ชื่อดังที่ดึงดูดลูกค้าจากทั่วทุกมุมโลก
เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้หญิงยุคใหม่นั้น ไม่ว่าจะมีอายุหรือประกอบอาชีพใด ล้วนแต่เคยได้ยินชื่อของ “เดอะ บอดี้ ช็อป” ทั้งสิ้น ส่วนใครที่เคยผ่านการใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมาก่อน ต่างก็ประทับใจในผลลัพธ์ ถึงขั้นต้องแนะนำให้คนรอบข้างลองใช้ดูบ้าง
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่บริษัทจะมีรายได้พุ่งสูงถึง 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.3 หมื่นล้านบาท) ต่อปี จำนวนสาขากว่า 2,500 แห่ง ใน 63 ประเทศทั่วโลก ประเภทสินค้าที่วางขายตามเคาน์เตอร์กว่า 300 ชนิด และที่สำคัญก็คือ ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเป็นผู้นำธุรกิจความงาม “สีเขียว” ที่ใช้วัสดุที่ผลิตจากธรรมชาติเท่านั้น รวมทั้งไม่ใช้สัตว์ทดลองในการผลิตเครื่องสำอาง
ทว่ากว่าจะมีวันนี้ได้ อนิต้า ร็อดดิก หญิงอังกฤษผู้ก่อตั้ง เดอะ บอดี้ ช็อป นั้นต้องกัดฟันสู้กับอุปสรรคและความท้าทายที่ถาโถมเข้ามาอย่างหนัก
ย้อนกลับไปช่วงต้นทศวรรษ 70 ร็อดดิก สะดุดตากับร้านเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงามเล็กๆ ที่มีชื่อว่า “เดอะ เบิร์กลีย์ บอดี้ ช็อป” ระหว่างที่เดินทางท่องเที่ยวในเมืองเบิร์กลีย์ รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐ
ร้านดังกล่าว ซึ่งมีจุดเด่นตรงที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงามไร้สารเคมี ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ ร็อดดิก สร้างธุรกิจความงามของตัวเอง จนในที่สุดในปี 1976 สาวเจ้าเปิดร้านเดอะ บอดี้ ช็อป ที่ประเทศอังกฤษ ก่อนจะซื้อลิขสิทธิ์ชื่อร้าน “เดอะ บอดี้ ช็อป” จากเจ้าของร้านที่เบิร์กลีย์ในปี 1987
เพราะมีเงินทุนจำกัด ในเบื้องต้น ผู้ประกอบการสาวรายนี้จึงจำเป็นต้องนำผลิตภัณฑ์มาบรรจุใส่ขวดรีไซเคิล หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ พอลูกค้าใช้ผลิตภัณฑ์หมดก็สามารถนำขวดมาคืนที่ร้านได้นั่นเอง
หลังเปิดตัวได้ไม่นาน เดอะ บอดี้ ช็อป ก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก จน ร็อดดิก ตัดสินใจเปิดร้านสาขาที่ 2
แน่นอนว่า การขยายกิจการนั้นต้องอาศัยเงินทุนค่อนข้างมาก ทว่างานนี้ ร็อดดิก กลับไม่สามารถพึ่งพาธนาคารได้
“ธนาคารไม่อยากลงทุนกับสาวฮิปปี้ที่ขายครีมมะพร้าวหรอก ฉันก็เลยหันไปกู้เงินจำนวน 4,000 ปอนด์ (ราว 2 แสนบาท) จากเจ้าของอาคารที่จอดรถคนหนึ่งเพื่อแลกกับหุ้นส่วน 50%” ร็อดดิก เผยระหว่างให้สัมภาษณ์เมื่อหลายปีก่อน
ไม่น่าเชื่อว่า 30 ปีต่อมา การเติบโตที่แข็งแกร่งของ เดอะ บอดี้ ช็อป นั้นก็ทำให้หุ้นส่วนรายนี้โกยเงินได้มากถึง 137 ล้านปอนด์ (ราว 6,850 ล้านบาท) ภายหลัง ร็อดดิก ตกลงขายบริษัทให้กับ “ลอรีอัล” บริษัทเครื่องสำอางยักษ์ใหญ่สัญชาติฝรั่งเศสเมื่อปี 2006 เป็นจำนวนเงินถึง 652.3 ล้านปอนด์ (ราว 32,615 ล้านบาท) ทว่าน่าเสียดายที่ว่าเจ้าตัวเสียชีวิตหลังจากนั้นเพียง 1 ปี ในวัย 64 ปี
เคล็ดลับสู่ความสำเร็จของบริษัทนั้น คือ 1.รู้จักคิดการณ์ไกล โดย ร็อดดิก นั้นตระหนักดีตั้งแต่เหลือบไปเห็นร้านบอดี้ ช็อป ที่แคลิฟอร์เนียแล้วว่าเทรนด์สีเขียว หรืออีโค นั้น จะต้องได้รับความนิยมอย่างมากในอนาคต และที่สำคัญก็คือ ลูกค้าจะยอมควักเงินก้อนโตเพื่อสินค้าดังกล่าวอย่างแน่นอน ส่งผลให้ทาง เดอะ บอดี้ ช็อป กลายเป็นบริษัทเครื่องสำอางเจ้าแรกๆ ที่ขายผลิตภัณฑ์ความงามแบบเนเจอรัล
2.กล้าที่จะแตกต่างจากคนอื่น ซึ่งเห็นได้จากการที่ ร็อดดิก นั้นยืนหยัดในอุดมการณ์ แม้จะสวนทางกับสิ่งที่คู่แข่งกำลังทำอยู่ก็ตาม
“สมัยก่อน ไม่มีหรอก บริษัทเครื่องสำอางที่กล้าพูดได้เต็มปากว่า ไม่ทดสอบผลิตภัณฑ์กับสัตว์ทดลอง หรือไม่ก็ใช้เฉพาะวัสดุจากธรรมชาติผลิตสินค้า 100% ลูกค้าไม่ได้สนใจแค่ผลิตภัณฑ์ของ ร็อดดิก เท่านั้น แต่สนใจเรื่องราวและการต่อสู้กับความน่ากลัวและความอันตรายในอุตสาหกรรมความงาม จนปัจจุบันแทบจะทุกบริษัทต้องหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและการรับผิดชอบต่อสังคม” นักเขียนรายหนึ่ง ซึ่งเคยสัมภาษณ์ ร็อดดิก กล่าว







