
ซีพี รีเทลลิงค์ จัดทัพลุยนอก อุ่นเครื่องพม่า ลาว กัมพูชา
หลังจากเปลี่ยนชื่อบริษัทจาก รีเทลลิงค์ (ไทยแลนด์) เป็นบริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ เมื่อวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา บริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ หนึ่งบริษัทในเครือของ ซีพี ออลล์ ก็พร้อมประกาศแผนเชิงรุกบุกตลาดอาเซียนทันที เนื่องจากเหลือเวลาอีกเพียง 1 ปีเศษๆ 10 ประเทศในภูมิภาคอาเซียนก็จะก้าวเข้าสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558
หลังจากเปลี่ยนชื่อบริษัทจาก รีเทลลิงค์ (ไทยแลนด์) เป็นบริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ เมื่อวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา บริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ หนึ่งบริษัทในเครือของ ซีพี ออลล์ ก็พร้อมประกาศแผนเชิงรุกบุกตลาดอาเซียนทันที เนื่องจากเหลือเวลาอีกเพียง 1 ปีเศษๆ 10 ประเทศในภูมิภาคอาเซียนก็จะก้าวเข้าสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558
ช่วงเวลานี้จึงถือเป็นช่วงที่ดีที่สุดของการจัดเตรียมแผนเพื่อขยายธุรกิจไปยังกลุ่มประเทศดังกล่าว ซึ่งนอกจากจะเปลี่ยนชื่อบริษัทแล้ว ยังมีกลยุทธ์อีก 4 ประการสำคัญในการจัดทัพเตรียมความพร้อม นั่นก็คือ 1.การเพิ่มตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการในประเทศพม่า ลาว และกัมพูชา
กลยุทธ์ที่ 2.การเตรียมการด้านบุคลากร ด้านการตลาด และด้านเทคนิค 3.การจับมือกับพันธมิตรในประเทศไทยที่ไปทำธุรกิจในประเทศพม่า ลาว และกัมพูชา เพื่อร่วมกันขยายธุรกิจ และ 4.การจับมือกับพันธมิตรในประเทศพม่า ลาว และกัมพูชา เช่น กาแฟดาวเรือง และกาแฟสีนุก เพื่อร่วมกันขยายธุรกิจในประเทศนั้นๆ
การที่ ซีพี รีเทลลิงค์ ตัดสินใจชิมลางในพม่า ลาว และกัมพูชา เนื่องจากทั้งสามประเทศกำลังมีอัตราการเติบโตเศรษฐกิจที่ดี และมีนักธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนขยายธุรกิจจำนวนมาก โดยในส่วนของประเทศพม่า มีประชากรอยู่ที่ 55 ล้านคน กัมพูชา 15 ล้านคน และลาว 5 ล้านคน
นริศ ธรรมเกื้อกูล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ กล่าวว่า บริษัทจะเน้นการจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเป็นหลัก เนื่องจากต้องการลดความเสี่ยง เพราะการเข้าไปลงทุนขยายธุรกิจในประเทศมีความเสี่ยงและอุปสรรคหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน กฎหมาย วัฒนธรรม หรือแรงงาน การจับมือร่วมกับพันธมิตรจึงถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด
เมื่อเตรียมความพร้อมเรียบร้อย บริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ คาดว่าประมาณไตรมาส 4 ของปีนี้จะเริ่มเข้าไปทดลองทำตลาดในประเทศพม่า ลาว และกัมพูชา ซึ่งถือเป็นการอุ่นเครื่องก่อนเข้าทำตลาดอย่างจริงจังในปี 2558 ที่จะมีการเปิดเออีซี โดยในปีแรกของการเข้าไปทำตลาดใน 3 ประเทศดังกล่าว หรือสิ้นปี 2557 คาดว่าจะมีรายได้ประเทศละ 50 ล้านบาท
นอกจากจะให้ความสำคัญกับตลาดต่างประเทศแล้ว ซีพี รีเทลลิงค์ ยังให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศ ซึ่งกลยุทธ์ที่จะนำมาใช้ในช่วงครึ่งปีหลัง คือ การรักษาฐานลูกค้าเดิม เช่น เซเว่นอีเลฟเว่น เอ็มเค ไมเนอร์ ยูนิลีเวอร์ และจีสโตร์
ขณะเดียวกันก็จะมุ่งสร้างฐานลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารและโทรคมนาคม เช่น ธนาคารกสิกรไทย ดีแทค และทรู รวมทั้งมุ่งสนับสนุนตัวแทนจำหน่ายให้มีความเข้มแข็ง และใช้งบลงทุนกว่า 100 ล้านบาท พัฒนาระบบการให้บริการเกี่ยวกับการรับแจ้งปัญหาหรือแจ้งซ่อมอุปกรณ์ต่างๆ ให้กับลูกค้า เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการแก้ปัญหาตลอด 24 ชั่วโมง
นริศ กล่าวต่อว่า จากแนวโน้มของภาคธุรกิจการผลิต ท่องเที่ยวและรถยนต์ที่มีการขยายตัวที่ดี ส่งผลให้ปีนี้มีแผนที่จะเปิดโชว์รูมใหม่เพิ่มขึ้นอีก 6 สาขา ซึ่งแต่ละสาขาจะใช้งบลงทุนที่แตกต่างกันไป หากเป็นสาขาขนาดเล็กจะใช้พื้นที่ 50 ตร.ม. ใช้งบลงทุน 5 แสนบาท แต่ถ้าเป็นสาขาขนาดใหญ่จะใช้พื้นที่ประมาณ 100 ตร.ม. ใช้งบลงทุน 1 ล้านบาท
ปัจจุบัน บริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ มีรายได้มาจาก 2 ขาธุรกิจ คือ การจำหน่ายอุปกรณ์ค้าปลีก ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าหมายเติบโต 15% และการขายบริการต่างๆ เช่น การซ่อมบำรุงรักษา การติดตั้งอุปกรณ์ การล้างป้าย ทำความสะอาดและล้างกระจกอาคารสูง ปีนี้ตั้งเป้าว่าจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 10%
หลังจากออกมาขยายธุรกิจในรูปแบบต่างๆ นริศคาดการณ์ว่าภาพรวมการดำเนินธุรกิจของบริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 15% หรือมีรายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 2,300 ล้านบาท แต่เนื่องจากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาผลประกอบการมีอัตราการเติบโตที่ดี โดยครึ่งปีแรกทำรายได้ไปแล้ว 1,300 ล้านบาท จึงทำให้มีแผนปรับเป้ารายได้ปีนี้เป็น 2,700 ล้านบาท
ความสำเร็จที่เกิดขึ้นดังกล่าว ส่วนหนึ่งเกิดจากการจัดโครงการ “กาแฟสร้างอาชีพ เพื่อสังคมและชุมชน” ต่อเนื่อง ซึ่งแต่ละครั้งที่จัดก็ได้รับความสนใจจากบุคคลทั่วไปที่สนใจจะเปิดร้านกาแฟเป็นอย่างดี และส่งผลให้เครื่องชงกาแฟของบริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นสูงถึง 30% จากการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการร้านกาแฟ
หลังจากวางแผนรุกตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ยาวไปถึงปีหน้า ซีพี รีเทลลิงค์ ตั้งเป้าหมายรายได้สิ้นปี 2557 ไว้ว่าต้องมีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 10%







