posttoday
ราคาแอลพีจีวนในอ่างการเมืองส่อยื้อขยับ

ราคาแอลพีจีวนในอ่างการเมืองส่อยื้อขยับ

09 กรกฎาคม 2556

โดย...ชนิกา สุขสมจิตร

โดย...ชนิกา สุขสมจิตร

การประกาศเลื่อนขยับราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ของกระทรวงพลังงาน ครั้งล่าสุด แม้จะมีคำยืนยันจาก พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน จะเป็นการเลื่อนปรับราคาครั้งสุดท้าย และจะเริ่มปรับขึ้นวันที่ 1 ก.ย. 2556 เป็นวันที่จะปรับขึ้นราคาแอลพีจีครัวเรือนก็ตาม แต่เชื่อว่าอีก 2 เดือนข้างหน้ายังไม่มีอะไรแน่นอน อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาอีกรอบก็เป็นได้

ต้องยอมรับว่าความพยายามในการปรับขึ้นราคาแอลพีจีภาคครัวเรือนเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ก็ต้องจบด้วยเหตุผลทางการเมืองที่ไม่ต้องการสร้างผลกระทบต่อคะแนนประชานิยม เพราะการขึ้นราคาเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวด้านจิตวิทยาต่อค่าครองชีพของประชาชน รัฐบาลจึงมักเลือกวิธีการซื้อเวลา

เหตุผลหลักในการในหลักการ ความจำเป็นของการปรับโครงสร้างราคาแอลพีจี คือ ต้องการลดภาระการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ต้องควักจ่ายอุดหนุนราคาและการนำเข้าเฉลี่ยปีละ 3-4 หมื่นล้านบาท โดยมียอดสะสมตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน ใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ไปแล้วกว่า 1.4 แสนล้านบาท

แม้ปัจจุบันฐานะกองทุนน้ำมันฯ เริ่มมีสถานะเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 21 เดือน มีเงินอยู่ 3,256 ล้านบาท หลังจากที่มีหนี้สะสมสูงสุด 2 หมื่นกว่าล้านบาท โดยกองทุนน้ำมันฯมีเงิน มีรายรับเฉลี่ยวันละ 118 ล้านบาท แต่บทบาทหน้าที่ของกองทุนน้ำมันฯ คือการดูแลราคาน้ำมันให้มีเสถียรภาพ ในขณะที่มีการใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ไปดูแลแอลพีจี ซึ่งถือเป็นรายจ่ายหลักในแต่ละเดือนไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท

การใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ไปอุดหนุนราคาจึงถูกมองว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง หรือเป็นเพราะรายได้หลักของกองทุนน้ำมันฯมาจากการจัดเก็บเงินของผู้ใช้น้ำมัน ก็ควรจะนำมาช่วยเหลือผู้ใช้น้ำมันอย่างเดียว แต่ก็มีคำถามกลับว่า คนขับรถยนต์หรือผู้ใช้น้ำมันโดยทั่วไปไม่ทานอาหารที่ปรุงสุกที่ใช้ก๊าซหุงต้มเป็นเชื้อเพลิงหรืออย่างไร?

ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานาน นั้น ไม่ว่าจะใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ไปดำเนินการเรื่องใด ควรจะต้องอยู่บนพื้นฐานของความระมัดระวังไม่ก่อหนี้ในระยะยาว และไม่ทำลายวินัยการใช้พลังงานของคนไทย เพราะมีการอุดหนุนราคาพลังงานมากเกินไป

ท่าทีของรัฐบาลที่พยายามสร้างความจริงจังในการปรับขึ้นราคาแอลพีจีครัวเรือนโดยเตรียมมาตรการลดผลกระทบให้กับผู้มีรายได้น้อย ด้วยวิธีจัดระเบียบของกลุ่มคนที่ควรได้รับการช่วยเหลือซึ่งเบื้องต้นมีประมาณ7.7ล้านรายแยกเป็น กลุ่มผู้ใช้ไฟฟรีไม่เกิน90หน่วย 7.4 ล้านครัวเรือน. กลุ่มคนที่ไม่ไฟฟ้าใช้ 1.86 แสนครัวเรือน และร้านค้า หาบเร่ แผงลอย 1.68 แสนร้าน. ซึ่งแต่ละกลุ่มจะได้รับการชดเชยที่ต่างกันไปโดย กลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยในหลักการช่วยเหลือไม่เกิน15ก.ก.ต่อ3เดือน ส่วนร้านค้าหาบเร่แผงลอย ช่วยเหลือไม่เกิน150 ก.ก.ต่อเดือน

สำหรับวิธีการชดเชยจะแจ้งสิทธิ์ผ่านระบบเอสเอ็มเอสบนโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือมือถือซึ่งต้องใช้เวลาในการซักซ้อมระหว่างร้านแก๊สที่มีอยู่3.3หมื่นแห่งทั่วประเทศ และผู้ค้ามาตรา7หรือบริษัทที่จำหน่ายแอลพีจี ตลอดจนผู้จะได้รับสิทธิ์ซื้อแอลพีจีราคาเดิม

เบื้องต้นได้เปิดศูนย์ฮอตไลน์ 02-140-7000 เพื่อชี้แจงข้อสงสัยให้กับประชาชน ประเด็นที่น่าห่วงคือ การบริหารจัดการกับการลงทะเบียนขอรับสิทธิ์เพื่อให้ได้ "รหัสผู้ได้รับสิทธิ์" ซึ่งจะต้องทำความเข้าใจกับประชาชน ให้ชัดเจน เพราะล่าสุดยังไม่มีแจ้งถึงขั้นตอนวิธีการใช้สิทธิ์เพื่อรับส่วนลด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนนโยบายเดิมๆในเรื่องคูปองน้ำท่วม2,000 บาท ซึ่งมีปัญหาถึงขั้นฟ้องร้อง

อย่างไรก็ตาม แผนการปรับขึ้นราคาแอลพีจีทั้ง 3 ชนิดนั้น กระทรวงพลังงานตั้งเป้าหมายจะเริ่มปรับราคาของภาคครัวเรือนก่อนให้ได้ 6 บาท/กก. เฉลี่ยเดือนละ 50 สต./กก. จากปัจจุบันราคาจำหน่ายอยู่ที่ 18.13 บาท/กก. เพื่อไปสู่ราคา 24.82 บาท/กก. ที่สะท้อนต้นทุนโรงแยกก๊าซ ในขณะที่ราคาแอลพีจีภาคขนส่ง ซึ่งมีราคาอยู่ที่ 21.38 บาท/กก. และจะปรับขึ้นในอัตรา 50 สต./กก.เช่นกัน หลังจากราคาภาคครัวเรือนปรับขึ้นมาเทียบเท่าราคาภาคขนส่งแล้วแต่จะเริ่มทยอยปรับราคาได้เมื่อราคาแอลพีจี

ทั้งนี้ ความแตกต่างระหว่างราคาแอลพีจีภาคครัวเรือนและภาคขนส่ง ทำให้ในช่วงที่ผ่านม

าทำให้เกิดการลักลอบการใช้แอลพีจีผิดประเภท โดยเฉพาะขบวนการลักลอบนำแอลพีจีภาคครัวเรือนมาจำหน่ายให้ภาคขนส่ง เพื่อหวังผลกำไรจากส่วนต่างราคาที่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้ยอดการใช้แอลพีจีภาคครัวเรือนมีการขยายตัวถึง 10% ไม่สัมพันธ์กับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นในขณะที่อัตราการเติบโตของจำนวนประชากรไทยที่ขยายตัวไม่ถึง 1% สะท้อนให้เห็นว่าการเติบโตของการใช้ก๊าซฯ

แต่หลังจากกรมธุรกิจพลังงานออกมาตรการเข้มงวดกับโรงบรรจุก๊าซป้องกันไม่ให้มีการขนย้ายจำหน่ายผิดประเภท ส่งผลให้การใช้แอลพีจีภาคครัวเรือนขยายตัวที่ระดับ 8% ยอดการใช้แอลพีจีเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ โดยภาคครัวเรือนมีการใช้อยู่ที่ 1.8 แสนตันต่อเดือน ภาคขนส่ง 4.6 หมื่นตันต่อเดือน ภาคอุตสาหกรรม 1.5 แสนตันต่อเดือน และปิโตรเคมีเดือนละ 2.4 แสนตัน

ในอีก2เดือนข้างหน้า คงต้องจับตาดูว่า นโยบายการปรับราคาแอลพีจีครัวเรือนจะยังเดินหน้าต่อไปได้แค่ไหนท่ามกลางความไม่แน่นอนในเสถียรภาพของรัฐบาล กระทรวงพลังงานในฐานะกำกับดูแลราคาพลังงานจะเดินหน้าปรับราคาแอลพีจีตามแผนหรือไม่ หรืออาจต้องหาแนวทางใหม่ที่เหมาะกับปัจจัยแวดล้อมที่จะเกิดขึ้น ซึ่งหากเป็นดังนั้น การได้เห็นการขึ้นราคาแอลพีจีครัวเรือนคงเป็นไปได้ยากจริงๆต้องจับตาดูว่า ที่ไม่มีทีท่าว่าจะมั่นคง หากตัดสินใจนโยบายเรื่องใดไปแล้วทำให้ความเชื่อมั่นของรัฐบาลลดลง คงไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท