
Yield Curve ปรับตัวอยู่ในกรอบแคบๆ นักลงทุนบางส่วนเริ่มชะลอการลงทุน
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (25 ก.ค.) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 340,728 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 85,182 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 12%
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (25 ก.ค.) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 340,728 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 85,182 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 12%
ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้ว จะพบว่ากว่า 78% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 267,426 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 62,026 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 4,744 ล้านบาท หรือคิดเป็น 18% และ 1% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือรุ่น LB176A (อายุ 4 ปี) LB155A (อายุ 2 ปี) และ LB145B (อายุ 1 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 18,720 ล้านบาท 12,927 ล้านบาท และ 5,772 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย รุ่นที่มีปริมาณซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรก คือรุ่น CB13801D (อายุ 28 วัน) CB13723A (อายุ 14 วัน) และ CB13O03B (อายุ 91 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 39,611 ล้านบาท 38,030 ล้านบาท และ 27,550 ล้านบาท ตามลำดับ
ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด รุ่น TLT138A (AAA) มูลค่าการซื้อขาย 1,093 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ รุ่น QH143A (A) มูลค่าการซื้อขาย 378 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท บางกอก มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ลิส รุ่น BMUL163A (AA+) มูลค่าการซื้อขาย 302 ล้านบาท
เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ค่อนข้างนิ่ง โดยเฉพาะตราสารหนี้ระยะสั้น อายุน้อยกว่า 3 ปี ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ขณะที่ตราสารอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ปรับตัวอยู่ในกรอบแคบๆ หรือปรับตัวเพิ่มขึ้น/ลดลงในช่วงประมาณ 4 ถึง +1 Basis Point (100 Basis Point มีค่าเท่ากับ 1%) โดยนักลงทุนบางส่วนเริ่มชะลอการลงทุน ภายหลังจากที่อัตราผลตอบแทนผันผวนค่อนข้างมากในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนหน้า
ทั้งนี้ บรรยากาศการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ได้รับปัจจัยบวกจากข้อมูลดัชนี PMI ภาคการผลิตของหลายๆ ประเทศที่ทยอยปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ส่งผลให้มีแรงซื้อเข้ามาในช่วงต้นสัปดาห์ ประกอบกับความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน หลังสภาพคล่องในตลาดเงินหดตัวอย่างมาก เป็นเหตุให้มีเงินทุนเคลื่อนย้ายจากสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างตลาดพันธบัตรมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองในโปรตุเกสและอียิปต์ รวมถึงกระแสการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (FED) อาจเริ่มลดวงเงินของมาตรการ QE ได้ภายในช่วงสิ้นปี 2556 หลังจากที่ข้อมูลเศรษฐกิจเดือน มิ.ย. ของสหรัฐ อาทิ ดัชนี ISM ภาคการผลิต และตัวเลขการจ้างงานในภาคเอกชนออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ทำให้เกิดแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติในช่วงกลางสัปดาห์ สำหรับทิศทางภาวะตลาดตราสารหนี้ในสัปดาห์หน้า ยังคงต้องติดตามการตอบสนองของตลาด หลังรายงานตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐ พร้อมกับจับตาตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญต่างๆ และบันทึกการประชุมเฟด เมื่อวันที่ 1819 มิ.ย.ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ยังต้องติดตามผลการประชุมนโยบายการเงินของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 10 ก.ค.นี้อีกด้วย
ในสัปดาห์นี้ นักลงทุนต่างชาติมียอด ซื้อสุทธิ ในตราสารหนี้ทุกประเภท (ทั้งระยะสั้นและระยะยาว) รวมกัน 4,092 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว (อายุคงเหลือมากกว่า 1 ปี) 3,255 ล้านบาท แต่กลับซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 7,348 ล้านบาท สำหรับนักลงทุนรายย่อยมียอด ซื้อสุทธิ 211 ล้านบาท







