posttoday
การเปลี่ยนแปลงชีวิต ในแบบฉบับตัวเอง

การเปลี่ยนแปลงชีวิต ในแบบฉบับตัวเอง

09 กรกฎาคม 2556

ช่วงหลังเรื่องการลงทุนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนรุ่นใหม่ ...จะว่าไปแล้วเรื่องนี้เราคุยกันในชุมชน Stock2morrow ตั้งนานแล้ว มองตรงกันว่า ในอนาคตคนรุ่นใหม่จะอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองมากขึ้น (ไม่อยากเป็นลูกจ้างใคร เพราะคนรุ่นใหม่มีความรู้รอบตัวที่มากขึ้น และต้องการทำงานเพื่อเป้าหมายของตัวเองมากกว่าทำงานเป็นลูกจ้างให้คนอื่น)

ช่วงหลังเรื่องการลงทุนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนรุ่นใหม่ ...จะว่าไปแล้วเรื่องนี้เราคุยกันในชุมชน Stock2morrow ตั้งนานแล้ว มองตรงกันว่า ในอนาคตคนรุ่นใหม่จะอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองมากขึ้น (ไม่อยากเป็นลูกจ้างใคร เพราะคนรุ่นใหม่มีความรู้รอบตัวที่มากขึ้น และต้องการทำงานเพื่อเป้าหมายของตัวเองมากกว่าทำงานเป็นลูกจ้างให้คนอื่น)

อนาคตถนนทุกสายของผู้ประกอบการจะมาบรรจบกันที่“ตลาดหุ้น” ...วันนี้หลายคนอาจจะยังไม่เห็นด้วยกับผม แต่เชื่อเถอะว่า เมื่อความผันผวนในชีวิตมีมากขึ้น คนก็จะยิ่งหันมาลงทุนมากขึ้น ... จะว่าไปแล้ว ถ้าขยายความตรงนี้ จะเห็นได้ว่า โลกเราแบ่งการหาเลี้ยงชีพได้เป็นสองแบบใหญ่ๆ ก็คือ หนึ่ง การทำงานเพื่อเงิน อันนี้ใช้แรงงานของเราแลกเงิน ไม่ว่าคุณจะมีความสามารถเท่าไหร่ก็ตาม ในเส้นทางนี้คุณก็คือ เอาแรงงานและเวลาของคุณแลกกับเงินเพื่อหาเลี้ยงชีพ ...คนที่สุดยอดในสายนี้ก็เห็นจะเป็นหมอ เพราะรายได้สูง โดยเฉพาะหมอที่เก่งๆ รายได้จะยิ่งสูงสุดๆ แต่ในทางตรงกันข้าม ยิ่งเขาเก่งเท่าไหร่ เวลาเขาก็จะน้อยลงเรื่อยๆ ...หลายคนแซวคนเหล่านี้ว่า ถึงมีเงินก็ไม่ได้ใช้ เป็นสโลแกน “คนทำไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ทำ”

สอง การให้เงินทำงาน สายนี้เติบโตมากขึ้นเมื่อโลกเรามีความรู้ทางการเงินซับซ้อนขึ้น ...ในอดีตเรื่องเงินทำงาน เรามักจะพูดถึงการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น การสร้างหอพักให้เช่า คือ ลงทุนสร้างครั้งเดียว จากนั้นเก็บรายได้กินจนตาย ก็เป็น Classic Case ของเงินทำงานให้เรา ...แต่ปัญหามันเกิดขึ้นก็คือ การสร้างอสังหาฯ มันต้องใช้ต้นทุนสำคัญก็คือ “ที่ดิน” ...ใช่!! ปัญหาหลักของที่ดินคือ ที่ดินทำเลดีๆ มันมีจำกัด ดังนั้นราคาที่ดินก็จะแพงขึ้นเรื่อยๆ และเวลาแพง มันก็จะยิ่งแพง และแพงจนคนไม่สามารถซื้อไหว ก็จะมีการ Crash หรือการพังของราคาที่ดินออกเป็นรอบๆ ...เอาล่ะ จากที่ดิน วันนี้เราเริ่มมีสินค้าทางการเงินที่สามารถลงทุนได้มากขึ้น เช่น “หุ้น” และ “พันธบัตร”

ถ้าถามว่า ระหว่าง “หุ้น” และ “พันธบัตร” คนส่วนใหญ่จะเลือกอะไร เพราะทั้งสองตราสารล้วนเป็น Product ที่ “เงินทำงานให้เรา” ...แน่นอน!! คนส่วนใหญ่เลือกลงทุนในพันธบัตร ด้วยเหตุผลที่ว่า “พันธบัตร” มีการจ่ายผลตอบแทนให้เราเป็น “ดอกเบี้ย” ในอัตราที่แน่นอนและมีความเสี่ยงน้อยกว่า “หุ้น”

สิ่งที่น่าสนใจคือ จะเห็นได้ว่า เมื่อ Product อย่างพันธบัตรหรือตราสารหนี้เกิดขึ้น ก็ดึงดูดคนจำนวนมากมายที่โยกเงินของตัวเองออกจากธนาคาร ที่แทบจะไม่มีดอกเบี้ยมาอยู่ในตราสารหนี้อย่างพันธบัตรมากขึ้น ...และอย่างที่เคยเล่าให้ฟังว่า สิ่งใดก็ตามที่มี “ราคา” ก็จะมีการขึ้นลงของราคาตามความต้องการของตลาด ...คิดง่ายๆ ว่า อะไรก็ตามที่คนต้องการมากๆ ผลตอบแทนก็จะต่ำ ...และสินค้าการลงทุนใดก็ตามที่คนไม่กล้าลงทุน ผลตอบแทนก็จะสูง ดังนั้นไม่แปลกเลยที่ผลตอบแทนจากพันธบัตรย่อมต่ำเตี้ย เพราะคนส่วนใหญ่เอาเงินวางไว้ในสิ่งนี้นั่นเอง

ที่เล่ามาอยากจะเท้าความถึงความเชื่อของคนในตลาดและผลตอบแทนทางการลงทุน มันจะวิ่งสวนทางกันเสมอ ...คิดง่ายๆ ว่าการลงทุนอะไรก็ตามที่คนแห่เข้าไปลงทุนพร้อมๆ กัน เราแทบจะฟันธงได้เลยว่า สิ่งนั้นไม่น่าลงทุนแล้ว ...ดังนั้น ถ้าคิดให้ลึกขึ้นไปอีกนิดจะเข้าใจเลยว่า ในเมื่อโลกการลงทุนมันสวนทางกับความรู้สึกของมนุษย์ ดังนั้นโอกาสการสร้างผลตอบแทนสูงๆ จากการลงทุนก็คือ การเข้าไปลงทุนในสิ่งใดก็ได้ที่คนส่วนใหญ่มองว่าเสี่ยงนั่นเอง

คำถามที่น่าสนใจคือ “คุณรู้จักสินค้าทางการลงทุนอะไรบ้างที่คนส่วนใหญ่มองว่าเสี่ยง แต่ถ้าคุณเข้าใจมันอย่างดี คุณจะรู้เลยว่ามันไม่ได้เสี่ยงแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าที่คนส่วนใหญ่มองว่าเสี่ยงเพราะราคาของมันผันผวนขึ้นลงเยอะต่างหาก” ...ครับ พูดมาซะยาว สุดท้ายก็หนีไม่พ้น “หุ้น” นั่นเอง ...อย่างที่เล่าให้ฟังคือ คนโดยมากจะคิดว่าการลงทุนในหุ้นซึ่งเป็นตราสารทุนมีความเสี่ยงมาก ในขณะที่การลงทุนในตราสารหนี้อย่างพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชนไม่เสี่ยง จริงๆ แล้วมันเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะแท้จริงแล้วในโลกความจริงไม่มีอะไรเลยที่ไม่เสี่ยง ...อย่างพันธบัตรรัฐบาล หากเราศึกษาประวัติศาสตร์จะพบว่า รัฐบาลประเทศต่างๆ แม้กระทั่งอังกฤษหรือเยอรมนี ก็เคยเจ๊งมาแล้วทั้งนั้น

ถ้าถาม Trend การลงทุนของคนรุ่นใหม่ที่อยากเป็นผู้ประกอบการ จะมีรูปแบบการลงทุนแบบวางเงินทำงานง่ายๆ ก็คือ “ลงทุนในหุ้น (ตราสารทุน) ระยะยาว” ...วิธีการของคนเหล่านี้ก็ทำได้โดยการออมในหุ้นไปเรื่อยๆ และซื้อหุ้นทุกครั้งที่ตลาดปรับฐานลงแรง ...และกฎเหล็กสำคัญสองประการที่ต้องยึดมั่นก็คือ หนึ่ง กิจการที่เราซื้อเวลามันลง ต้องเป็นกิจการที่อ้างอิงกับการเติบโตของ GDP (รายได้และการบริโภค) ของประเทศ ซึ่งจะโตไปเรื่อยๆ ตามเงินเฟ้อ และกฎเหล็กข้อที่สอง คือ ซื้อแล้วห้ามขาย (ไม่สนว่าบางช่วงเวลาราคาหุ้นอาจลงจนเราขาดทุนได้ เพราะในระยะยาว ราคาก็จะวิ่งกลับไปขึ้นอยู่ดี) แต่เก็บหุ้นเหล่านี้ไว้เพื่อให้มันเป็นเครื่องสร้างเงินให้เรา ... “เงินที่คุณใช้ก็คือ ดอกเบี้ยเท่านั้น” ...เริ่มจากทำงานที่ตัวเองรัก หาเงินมาลงทุน ...เงินที่ใช้ก็เอาเงินที่ได้จากผลตอบแทนการลงทุนมาใช้ ...ใครทำได้ คุณจะมีเครื่องผลิตเงินส่วนตัว “ทำงานลงทุนออมในหุ้นใช้ดอกเบี้ย” ...แค่นี้ก็รวยได้ไม่ยาก หากเข้าใจ ทำใจได้ และมีความอดทน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท