
คาด กนง.คงดอกเบี้ย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยออกรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 5 ของปี ที่จะมีขึ้นวันที่ 10 ก.ค. 2556 กนง.น่าจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% หลังจากที่ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในการประชุมครั้งก่อนหน้า ถึงแม้ว่าพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยในระยะที่ผ่านมาเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยออกรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 5 ของปี ที่จะมีขึ้นวันที่ 10 ก.ค. 2556 กนง.น่าจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% หลังจากที่ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในการประชุมครั้งก่อนหน้า ถึงแม้ว่าพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยในระยะที่ผ่านมาเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง
ศูนย์วิจัยกสิกรฯ เชื่อว่าระดับอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันยังถือว่าเป็นระดับที่ผ่อนคลายเพียงพอที่จะสนับสนุนการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในระยะยาว
อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันถือเป็นระดับที่เหมาะสมต่อการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจไทย ภายใต้ความเสี่ยงของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย
ความเสี่ยงดังกล่าว ได้ถูกรับรู้ รับมือ และบริหารจัดการไปในระดับหนึ่งแล้ว ผ่านการใช้นโยบายการเงินที่อยู่ในระดับที่ผ่อนคลายค่อนข้างมาก อันจะเห็นได้จากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของไทยที่อยู่ในแดนลบอย่างต่อเนื่อง
อีกทั้งในการประชุมครั้งที่ผ่านมา กนง. ได้มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ไปแล้ว ดังนั้น การใช้นโยบายการเงินผ่านทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายคงจำเป็นต้องอาศัยเวลาสักระยะหนึ่ง จึงส่งผลกระทบไปยังภาคเศรษฐกิจจริง และ กนง.คงติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยต่อไปอย่างใกล้ชิดเพื่อใช้ชั่งน้ำหนัก เพื่อตัดสินใจเชิงนโยบายให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริง
อย่างไรก็ตาม กนง.ยังคงเผชิญความท้าทายมากขึ้นในการตัดสินใจทิศทางนโยบายดอกเบี้ยระยะข้างหน้า ขณะที่คาดว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและเครื่องมือในการดำเนินนโยบายการเงินที่แข็งแกร่ง น่าจะช่วยประคองเศรษฐกิจให้คงความต่อเนื่องของการฟื้นตัวได้
ทั้งนี้ เมื่อมองไปข้างหน้าแล้ว คงต้องยอมรับว่า การตัดสินใจทิศทางนโยบายการเงินของ กนง.เผชิญข้อจำกัดมากขึ้น โดยแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานใกล้เคียงกับกรอบล่างของอัตราเงินเฟ้อเป้าหมาย แต่การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ท่ามกลางภาวะที่ราคาสินทรัพย์และหนี้ภาคครัวเรือนปรับตัวเร่งสูงขึ้น อาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจในระยะยาว
นอกจากนี้ การส่งสัญญาณของเฟดเกี่ยวกับการปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ อันส่งผลให้ตลาดการเงินทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยเกิดความผันผวน และต้องเผชิญกับกระแสเงินทุนไหลออก และค่าเงินที่อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วนั้น ก็คงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จำกัดประสิทธิผลของนโยบายการเงินในอนาคตข้างหน้า
อย่างไรก็ดี ด้วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยที่ค่อนข้างแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ อัตราการว่างงานและอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐที่อยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย ก็คงมีส่วนให้เศรษฐกิจไทยสามารถปรับตัวได้ ท่ามกลางความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจและการเงินที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไปได้
แม้ว่า ธปท.ยังมีเครื่องมือในตลาดเงินเพื่อช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งดูแลความผันผวนของตลาดการเงินให้อยู่ในระดับที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจมากนัก อันถือเป็นกลไกสำคัญในการรับมือกับความเสี่ยงต่างๆ







