
ธุรกิจประดับยนต์ไทยรุกเพื่อนบ้าน
ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์ประดับยนต์ในเมืองไทยเติบโตขึ้นต่อเนื่องตามอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งผู้ผลิตในเมืองไทยมีความเข้มแข็ง
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์ประดับยนต์ในเมืองไทยเติบโตขึ้นต่อเนื่องตามอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งผู้ผลิตในเมืองไทยมีความเข้มแข็ง และสินค้าไทยเป็นที่ต้องการในตลาดโลกไปแล้ว ซึ่งเมื่อตลาดอาเซียนเปิดตัวขึ้น ก็ถือเป็นหนึ่งในตลาดใหม่ของธุรกิจนี้
วิรัตน์ เกียรติก้องไกล กรรมการผู้จัดการบริษัทในเครือ ทีเอฟพี กรุ๊ป ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์ประดับยนต์ พูดถึงธุรกิจว่า เริ่มต้นธุรกิจครอบครัวขายอุปกรณ์ประดับยนต์ในตลาดวรจักร เน้นซื้อมาขายไป ไม่ได้มีโรงงานผลิตสินค้าเป็นของตัวเอง แต่เมื่อได้ทำธุรกิจส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกา จึงตั้งโรงงานผลิตสินค้า ซึ่งปัจจุบันมีโรงงาน 3 แห่งในประเทศไทย
สัดส่วนการประกอบธุรกิจแบ่งเป็นส่งออก 70% และขายในประเทศ 30% โดยเป็นการรับจ้างผลิต (โออีเอ็ม) ให้กับค่ายรถยนต์ และขายตรงให้ลูกค้า ผลิตสินค้า 3 หมวด ได้แก่ งานไม้ เช่น ชุดลายไม้ หัวเกียร์ไม้ งานเหล็ก งานโลหะ เช่น ชายบันไดรถ กรอบป้ายทะเบียน และ งานพลาสติก เช่น ที่ครอบไฟ กันสาดรถยนต์ เป็นต้น
แรกเริ่มเดิมทีนั้นตลาดส่งออกหลักคือ สหรัฐอเมริกา แต่เมื่อเกิดวิกฤตบริษัทจึงหาตลาดใหม่ทดแทน ได้แก่ ละตินอเมริกา และตะวันออกกลาง และอีกหนึ่งตลาดใหม่ที่สนใจคือ อาเซียน
สำหรับภูมิภาคนี้บริษัทได้เริ่มเจาะตลาดอินโดนีเซีย ด้วยการไปออกงานแสดงสินค้าเมื่อ 4 เดือนที่แล้ว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการเสนอขายสินค้า เมื่อเห็นว่าตลาดสนใจจึงเริ่มส่งพนักงานไปสำรวจตลาดเพื่อให้รู้ความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค ทั้งพฤติกรรมการใช้ยานพาหนะ รูปแบบรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ที่ใช้ในแต่ละประเทศ เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการออกแบบสินค้าให้ตรงกับความต้องการเหล่านั้น
“จุดเด่นของเราคือ ร่วมทำงานกับลูกค้าซึ่งเป็นค่ายรถยนต์ในการออกแบบสินค้าให้ตรงกับความต้องการของคนในแต่ละประเทศ ขณะเดียวกันก็มีเครือข่ายกับบริษัทในต่างประเทศค่อนข้างเยอะ ซึ่งทำให้สามารถนำเทคโนโลยีต่างประเทศมาประยุกต์ใช้ได้”
ขณะที่ พม่า เป็นตลาดเปิดใหม่ ยังไม่มีคู่แข่งในกลุ่มสินค้าประเภทประดับยนต์มากนัก และมีโอกาสเติบโตดี โดยหลังจากเข้าไปในตลาดพม่าเมื่อเดือน พ.ค.ปีนี้ ก็มียอดคำสั่งซื้อมาแล้ว 2 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มพ่อค้าคนกลาง และยังมีพ่อค้าอีกหลายรายติดต่อขอเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า ซึ่งบริษัทต้องการเพียงรายเดียวเท่านั้นจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนส่งสินค้าไปขายในตลาดอาเซียนไม่ถึง 5% ของยอดทั้งหมด แต่ตั้งเป้าว่าในอีก 2 ปีข้างหน้าจะขยายสัดส่วนให้สูงถึง 40% โดยตลาดเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ซึ่งสองแห่งแรกมีแนวโน้มความต้องการสินค้าประดับยนต์ค่อนข้างสูง
ณ จุดนี้ วิรัตน์ มองว่า อาเซียนเป็นตลาดใหม่ที่บริษัทมองเป็นหนึ่งจังหวัด ไม่ถือว่าเป็นต่างประเทศ หากคิดจะขายของก็ตัดสินใจบินไปเลย ซึ่งวิธีคิดของผู้ประกอบการนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะส่วนใหญ่ค่อนข้างกลัว และยังไม่พร้อมที่จะก้าวออกไป โดยเฉพาะเรื่องภาษาอังกฤษ ถ้าพูดไม่ได้ก็จ้างล่ามได้ อยากให้คนไทยดูญี่ปุ่นเป็นตัวอย่าง นักธุรกิจญี่ปุ่นพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่สามารถทำธุรกิจได้ทั่วโลก
นอกจากนี้ หากผู้ประกอบการไทยไม่รีบเข้าไปทำตลาดในอาเซียน ขณะที่คนชาติอื่นรุกเข้าไปทำตลาดอย่างรวดเร็ว จนถึงจุดหนึ่งในอนาคต คนไทยก็จะเข้าไปทำธุรกิจได้ยากลำบากขึ้น
สำหรับส่วนของธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับรถยนต์นั้น วิรัตน์ ชี้ว่า นโยบายของประเทศต่างๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะการลงทุนสร้างเครือข่ายคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงระหว่างประเทศ จะเป็นตัวกระตุ้นให้ความต้องการใช้รถยนต์ของคนอาเซียนเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้นจึงเชื่อว่าการเปิดประชาคมอาเซียนจะทำให้อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องกับยานยนต์ เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ ประดับยนต์ เติบโตตามไปด้วย







