
เปิดแผนระบายข้าวสต๊อกรัฐงัดโปรโมชั่นกู้ภาพข้าวไทย
สต๊อกข้าวรัฐบาลที่มีท่วมท้นมากกว่า 10 ล้านตัน จากนโยบายรับจำนำข้าว ทั้งข้าวเปลือกนาปี 2554/2555
โดย...ทีมข่าวพาณิชย์
สต๊อกข้าวรัฐบาลที่มีท่วมท้นมากกว่า 10 ล้านตัน จากนโยบายรับจำนำข้าว ทั้งข้าวเปลือกนาปี 2554/2555 ข้าวเปลือกนาปรัง 2555 และข้าวเปลือกฤดูกาล 2555/2556 กำลังส่งผลกระทบไปทั้งระบบการค้าข้าว ทำให้รัฐต้องเสียงบประมาณทั้งการขายข้าวได้ต่ำกว่าราคาต้นทุนรับจำนำ และภาระในการบริหารจัดการดูแล กำลังรอการสางปัญหาจากรัฐมนตรีที่เข้ามานั่งเก้าอี้กระทรวงพาณิชย์คนใหม่
ยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ กล่าวว่าเป้าหมายของการระบายสต๊อกข้าวรัฐบาล คือ ต้องทำให้การระบายข้าวราคาไม่ตกไปจากราคาตลาด ณ ปัจจุบันมากเกินไป การระบายข้าวจะต้องคำนึงถึง 3 สิ่ง คือ ระบายแล้วไม่ทำให้ราคาตลาดตกต่ำ ด้วยการขายข้าวไม่ให้ราคาต่ำเกินไป ขายในปริมาณที่เหมาะสม และขายในช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยช่วงที่ไม่เหมาะสม คือ ช่วงที่ข้าวผลผลิตใหม่ออกมามากในเดือน ก.ย. ดังนั้นช่วง 3 เดือนนี้ คือ ตั้งแต่ ก.ค.ก.ย. จึงเหมาะสมที่ต้องเร่งระบายข้าว โดยมีเป้าหมายเดือนละ 1 ล้านตัน ใน 3 เดือนนี้
สำหรับรูปแบบการระบายข้าว จะเน้นหลายวิธีทั้งแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) เปิดประมูลทั่วไป การจับคู่ระบายข้าวระหว่างโรงสีและผู้ส่งออกข้าวเพื่อนำข้าวเปลือกมาทำข้าวนึ่ง เป็นต้น โดยจีทูจีจะดึงผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ๆ ของประเทศร่วมมือกับภาครัฐบาล นำโดยนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ที่จะเดินทางไปเจรจาขายข้าวกับประเทศเป้าหมาย โดยเริ่มที่ 6 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย โตโก อิหร่าน และจีน ซึ่งมีลูกค้าเก่าที่เคยทำเอ็มโอยูซื้อขายข้าวกับรัฐบาลไทย เช่น อินโดนีเซียมีเอ็มโอยูซื้อขายข้าวกับไทยประมาณ 1 ล้านตัน ก็จะผลักดันให้เกิดการซื้อขายจริง และจะให้มีคำสั่งซื้อเพิ่มด้วย รวมทั้งจีนที่มีเอ็มโอยูจะซื้อข้าวไทยไม่ต่ำกว่า 10 ล้านตัน ก็จะผลักดันให้ซื้อเพิ่มเช่นกัน
“การเดินทางผลักดันให้ซื้อข้าวเพิ่มเติม จะไม่รวมกับเอ็มโอยูเดิมของปีที่แล้วที่ซื้อขายข้าวจีทูจี 7.3 ล้านตัน เพราะของเดิมเราจะไม่แตะ แต่จะผลักดันให้เพิ่มคำสั่งซื้อใหม่เข้าไปแทน”
การขายข้าวจีทูจีรอบนี้จะเป็นการฟื้นความสัมพันธ์ลูกค้าเดิม ด้วยการดึงผู้ส่งออกข้าวไทยที่เคยค้าขายกับประเทศเหล่านี้มาร่วมคณะ และสร้างหลักประกันให้กับผู้ซื้อว่าจะได้ราคาข้าวจากสต๊อกรัฐบาลไทยไม่เกินราคาตลาด แต่จะไม่ต่ำมากโดยอาจมีการให้โปรโมชั่นจูงใจ เช่น ให้เครดิตในการชำระค่าข้าว
นอกจากนี้ ยังจะฟื้นให้ไทยกลับมาเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับแรกๆ ของโลก ด้วยการแย่งชิงตลาดข้าวนึ่งกลับมาหลังจาก 2 ปีที่ผ่านมา ไทยสูญเสียตลาดให้คู่แข่งอย่างอินเดีย โดยในอดีตไทยจะส่งออกได้ปีละ 4 ล้านตัน แต่ที่ผ่านมาไทยสูญเสียตลาดไปเกือบ 3 ล้านตันให้กับอินเดีย สำหรับวิธีการคือจับคู่ระหว่างโรงสีกับผู้ส่งออกให้นำข้าวเปลือกที่ได้จากโครงการรับจำนำนาปรังครั้งนี้ 2.6 ล้านตัน มาทำข้าวนึ่งเพื่อส่งออก โดยราคาขายอาจต่ำกว่าราคาตลาดเล็กน้อย เพื่อจูงใจลูกค้า
สำหรับวิธีอื่นๆ นั้นจะดูตามระยะเวลาจังหวะที่เหมาะสมของการระบายทั้งการเปิดประมูล การระบายผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า รวมถึงแนวทางการผลักดันข้าวหอมมะลิมาเป็นโปรดักต์แชมเปี้ยน
“ผมคงไม่กำหนดเป้าหมายว่าข้าวสต๊อกรัฐบาล 10 ล้านตัน และต้องระบายออกหมดในกี่ปี แต่จะพยายามระบายออกไปให้ได้มากสุด ส่วนการที่ไทยจะกลับมาส่งออกข้าวได้เป็นอันดับหนึ่งในปีนี้หรือไม่ ไม่อยากให้มองแง่ปริมาณ แต่ให้มองด้านมูลค่ารวมกับปริมาณมากกว่า ซึ่งไทยคงไม่แพ้ใคร” นายยรรยง กล่าว







