posttoday
‘ปู5’ กับ ศก.ไทยครึ่งปีหลัง (ตอนจบ)

‘ปู5’ กับ ศก.ไทยครึ่งปีหลัง (ตอนจบ)

08 กรกฎาคม 2556

แม้ประชาชนเห็นว่าราคาสินค้าแพงขึ้น แต่กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่า ราคาสินค้าไม่มีการปรับ แถมเงินเฟ้อทั่วไปยังน้อยกว่าปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม การบริโภคของประชาชนที่ลดลง สะท้อนจากตัวเลขดัชนีการบริโภคภาคประชาชนในไตรมาสแรกของปีนี้ ขยายตัวเพียงร้อยละ 4.2 เทียบกับปีที่แล้วทั้งปี ที่ขยายตัวได้ร้อยละ 6.7 และเดือน พ.ค.ติดลบถึงร้อยละ 1.8 เป็นการหดตัวขณะที่หดตัวมากกว่าที่ประมาณการไว้ และการบริโภคที่ลดลงของประชาชน กลับมีความสัมพันธ์กับหนี้ครัวเรือนขยายตัวมากขึ้นถึงร้อยละ 12-15 โดยครึ่งหนึ่งเป็นหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องมาวิเคราะห์ว่า ทำไมการบริโภคภายในจึงหดตัวและหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น ทั้งที่รัฐบาลมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ ใช้เงินไปมากมาย ทั้งนโยบายรถยนต์คันแรก และการปรับขึ้นค่าจ้างทั่วประเทศ

แม้ประชาชนเห็นว่าราคาสินค้าแพงขึ้น แต่กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่า ราคาสินค้าไม่มีการปรับ แถมเงินเฟ้อทั่วไปยังน้อยกว่าปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม การบริโภคของประชาชนที่ลดลง สะท้อนจากตัวเลขดัชนีการบริโภคภาคประชาชนในไตรมาสแรกของปีนี้ ขยายตัวเพียงร้อยละ 4.2 เทียบกับปีที่แล้วทั้งปี ที่ขยายตัวได้ร้อยละ 6.7 และเดือน พ.ค.ติดลบถึงร้อยละ 1.8 เป็นการหดตัวขณะที่หดตัวมากกว่าที่ประมาณการไว้ และการบริโภคที่ลดลงของประชาชน กลับมีความสัมพันธ์กับหนี้ครัวเรือนขยายตัวมากขึ้นถึงร้อยละ 12-15 โดยครึ่งหนึ่งเป็นหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องมาวิเคราะห์ว่า ทำไมการบริโภคภายในจึงหดตัวและหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น ทั้งที่รัฐบาลมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ ใช้เงินไปมากมาย ทั้งนโยบายรถยนต์คันแรก และการปรับขึ้นค่าจ้างทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ปัญหานโยบายจำนำข้าว เหมือนกับการนั่งอยู่บนปากปล่องภูเขาไฟที่รอการปะทุ ทั้งการขาดทุนหลักทั้งจากผลต่างจากราคาขายกับราคาจำนำ ซึ่งตัวเลขขาดทุนยังไม่ชัดเจน เพราะตัวเลขยังแตกต่างกัน แต่คาดว่าแสนล้านบาท ปริมาณสต๊อกที่ไม่ตรงกันหรือขาดหายไป และข้าวที่เก็บนานจนเสียหายหรือด้อยคุณภาพ จนประเทศผู้นำเข้าหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เริ่มเข้มงวดในการตรวจสอบ ซึ่งจะส่งผลกดราคาข้าวของไทยในอนาคต ขณะเดียวกัน การที่จะมีการปรับราคาจำนำข้าวให้เหลือ 12,000 บาท/ตัน คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะเกี่ยวกับคะแนนเสียงและความมั่นคงของรัฐบาล ซึ่งเรื่องนโยบายจำนำข้าวคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแก้ไข เพราะเกี่ยวกับผลกระทบของเกษตรกรหลายล้านคน หากไม่แก้ด้านต้นทุน ก็จะไปกระทบต่อราคาขายแข่งขันไม่ได้ ซึ่งข้าวฤดูกาลใหม่กำลังจะออก ขณะที่ข้าวเก่ายังเป็นปัญหา ทั้งหมดนี้คงเป็นความท้าทายของรัฐบาล รวมทั้งรัฐมนตรีที่เข้าไปทำงานต่อเนื่อง

สนอกจากนั้น ซึ่งปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น.....

ซึ่งต้องติดตามต่อในวันจันทร์หน้า.

บทความเมื่อวันจันทร์ที่แล้วได้กล่าวถึงความท้าทายของ ครม.ยิ่งลักษณ์ 5 ซึ่งต้องเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจที่จะเข้ามากระทบรัฐบาลเป็นระลอก ทั้งที่เป็นปัญหาจากปัจจัยภายนอก และที่เป็นปัญหาที่เกิดจากนโยบายของรัฐบาล ซึ่งรัฐมนตรีจะต้องมาสานต่อท่ามกลางปัจจัยทางเศรษฐกิจ และปัจจัยแวดล้อม ซึ่งไม่ค่อยจะเอื้อนัก สถานการณ์ความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง ปัจจัยสำคัญจะมาจากเศรษฐกิจโลกซึ่งยังมีแนวโน้มซบเซาไปตลอดถึงสิ้นปี แม้ว่าจะมีสัญญาณการฟื้นตัวของสหรัฐ ในทางที่ดีขึ้น แต่ตัวเลขการว่างงานก็ยังอยู่ในอัตราที่สูงถึงร้อยละ 7.5 อีกทั้งยังต้องติดตามว่า หลังจากธนาคารกลางสหรัฐลดการกระตุ้นเศรษฐกิจ (QE3) จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลก

ปัจจัยที่มีผลต่อเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง จะเกี่ยวข้องกับนโยบายการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จากช่วง 2 สัปดาห์หลังจากการปรับ ครม.ใหม่ ยังไม่เห็นความชัดเจนของทีมงานเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนและประชาชนในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจขาลง ซึ่งซึ่งเครื่องมือทางเศรษฐกิจจากภาคนำเข้าส่งออก และการบริโภคภายในไม่สามารถที่จะเป็นหัวจักร จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องมีมาตรการและเม็ดเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันด้านการใช้จ่ายและการลงทุนของรัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการ แต่หลายโครงการของรัฐบาลดูเหมือนกับจะติดหล่ม เช่น การแก้ปัญหาข้าว และราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ รวมทั้งโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทของรัฐบาล ซึ่งถูกศาลปกครองให้ไปทำประชาพิจารณ์ ทำให้โครงการอาจต้องล่าช้าออกไป 1--2 ปี และเม็ดเงิน 6.7 หมื่นล้าน ซึ่งเดิมคาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายได้ในช่วงไตรมาสที่ 4 ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ นอกจากนี้ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ก็ยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันว่าขัดหรือไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ อีกทั้งอาจจะต้องไปทำประชาพิจารณ์และศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัย ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ น่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้การใช้จ่ายของรัฐบาลไม่เป็นไปตามแผน ซึ่งจะมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง

ส่วนสัญญาณทางบวกของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง น่าจะมาจากการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งตัวเลขการลงทุนของภาคเอกชนในไตรมาสแรกขยายตัวไม่ค่อยดีนักที่ร้อยละ 3.1 เทียบกับการขยายตัวในไตรมาส 4 ของปี 2555 ขยายตัวได้ถึงร้อยละ 20.9 แต่ตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนในเดือน พ.ค. กลับถดถอยลงร้อยละ 1.8 ส่งผลให้การลงทุนในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา ขยายตัวได้ร้อยละ 2.7 อย่างไรก็ตาม จากตัวเลขของกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2556 ได้ออกใบประกอบกิจการโรงงานใหม่ จำนวน 2,156 แห่ง เทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.6 มูลค่าการลงทุน 178,854 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.89 เท่าเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุดคืออุตสาหกรรมการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า การอุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรและเครื่องกล อุตสาหกรรมผลิตยานพาหนะ เป็นต้น ซึ่งตัวเลขของกระทรวงอุตสาหกรรมแสดงว่าภาคเอกชนยังมีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทยและเป็นสัญญาณว่าการลงทุนในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มทางบวก

จากการประเมินของหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน มองเห็นตรงกันในทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้คงจะไม่สดใส จนหลายหน่วยงานได้มีการปรับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2556 ใหม่ เช่น สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปรับตัวเลขการเติบโตจากเดิมร้อยละ 4.55.5 เป็นร้อยละ 4.25.2 โดยให้น้ำหนักไปในทางต่ำ ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ปรับตัวเลขเหลือร้อยละ 4.5 และธนาคารแห่งประเทศไทยอาจจะปรับตัวเลขจากร้อยละ 4.5 5.5 เหลือร้อยละ 4.0 ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปรับตัวเลขการส่งออกเหลือร้อยละ 4.8 หรือต่ำกว่านี้ โดยภาพรวมแล้ว การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ คงอยู่ที่ร้อยละ 4 – 4.5 เปรียบเทียบกับปีที่แล้วซึ่งมีอัตราการขยายตัวที่ร้อยละ 6.5 ก็ถือว่าปีนี้การเติบโตของไทยก็คงติดลบ ดังนั้น ในช่วง 5 เดือนเศษที่เหลือของปีนี้ รัฐบาลควรเร่งดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงหามาตรการต่างๆ ในการปิดความเสี่ยง ซึ่งอาจกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้บริบทของการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล