posttoday
กรุงศรีอยุธยายึดฐานลูกค้าญี่ปุ่น

กรุงศรีอยุธยายึดฐานลูกค้าญี่ปุ่น

08 กรกฎาคม 2556

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ธนาคารพาณิชย์ใหญ่อันดับ 5 ของไทย ดำเนินธุรกิจมานานกว่า 68 ปี ถึงยุครอยต่ออีกครั้งหนึ่งเมื่อเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหญ่จากจีอีแคปปิตอลมาเป็นธนาคารแห่งโตเกียวมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ บริษัทย่อยของเครือมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป สถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ธนาคารพาณิชย์ใหญ่อันดับ 5 ของไทย ดำเนินธุรกิจมานานกว่า 68 ปี ถึงยุครอยต่ออีกครั้งหนึ่งเมื่อเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหญ่จากจีอีแคปปิตอลมาเป็นธนาคารแห่งโตเกียวมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ บริษัทย่อยของเครือมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป สถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะทำให้ธนาคารระดับตำนานของไทยกลายเป็นธนาคารระดับนานาชาติยิ่งขึ้น ที่จะสามารถกวาดลูกค้ารายใหญ่ของญี่ปุ่นที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยไว้ในมือ และภายใต้ประวัติศาสตร์การเติบโตทุกย่างก้าว ตระกูลรัตนรักษ์ ผู้ก่อตั้งธนาคารแม้จะลดบทบาทลงแต่ก็ยังถือหุ้นอยู่ 25%

คำถามคือว่า ภายหลังการไปของจีอีแคปปิตอล จะทำให้โครงสร้างการบริหารธนาคารแห่งนี้เปลี่ยนไปอย่างไร

ธุรกิจรายย่อยที่เป็นจุดแข็งของธนาคารเมื่อเจ้าแห่งธุรกิจรายใหญ่ก้าวเข้ามา จะหายวับไปกับตา หรือจะคงความแข็งแกร่งทั้งจากรายย่อยและเปิดทางโอนธุรกิจรายใหญ่เข้ามา

เมื่อธนาคารแห่งโตเกียวมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ เป็นใหญ่ใน BAY ภายหลังทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดแล้วเสร็จเดือน ธ.ค.ปีนี้

เจนิส แวน เอ็กเคอเรน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAY เชื่อมั่นว่า การร่วมเป็นพันธมิตรเชิงยุทธ์กับธนาคารแห่งโตเกียวมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ จะช่วยเสริมสร้างความเป็นผู้นำธนาคารกรุงศรีอยุธยาในไทยโดยการขยายธุรกิจเข้าสู่กลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) และกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่

เจนิส เป็นผู้นำ BAY ที่ถูกส่งมาจาก จีอี แคปปิตอล ผู้ถือหุ้นและผู้บริหารกลุ่มแรกที่เข้ามาร่วมกับกลุ่มรัตนรักษ์เมื่อประมาณเกือบ 7 ปีที่ผ่านมา การเข้ามาของผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่ มีการคาดหมายว่าผู้บริหารที่เป็นตัวแทนของกลุ่ม จีอี แคปปิตอล อาจต้องจากไปตามธรรมเนียม ทำให้มีคำถามเกิดขึ้นว่าเมื่อ จีอี แคปปิตอล ที่เชี่ยวชาญด้านธุรกิจรายย่อยไม่อยู่ แล้วทิศทางของธนาคารจะเป็นอย่างไร

วีระพันธุ์ ทีปสุวรรณ ประธานกรรมการ BAY แถลงว่า ธนาคารพร้อมรับการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นรายใหญ่จาก จีอี แคปปิตอล เป็นธนาคารแห่งโตเกียวมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ พัฒนาการที่สำคัญครั้งนี้จะช่วยย้ำความแข็งแกร่งของธนาคารในประเทศไทย และเสริมศักยภาพในการขยายธุรกิจไปสู่ประเทศในภูมิภาคให้คล่องตัวยิ่งขึ้น อีกทั้งจะทำให้ธนาคารได้มีโอกาสในการสร้างสัมพันธภาพกับลูกค้าต่างประเทศมากขึ้นด้วย

การเปลี่ยนแปลงในธนาคารนี้สอดคล้องกับการที่ไทยจะก้าวเข้าไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 และปริมาณธุรกิจและการลงทุนจากญี่ปุ่นที่ไหลเข้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งโอกาสที่ธนาคารกรุงศรีจะได้เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจสำคัญทั่วโลก อนาคตของธนาคารจึงดูสดใส

ธนาคารกรุงศรีอยุธยาให้บริการทางการเงินการธนาคารอย่างครบวงจร ทั้งในด้านสินเชื่อเพื่อผู้บริโภค การลงทุน การบริหารจัดการกองทุน รวมทั้งผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินอันหลากหลายแก่กลุ่มลูกค้าบุคคล ลูกค้าเอสเอ็มอี และลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ผ่านสาขาของธนาคารรวม 601 สาขา และช่องทางการขายกว่า 1.9 หมื่นแห่งทั่วประเทศ

ภายหลังการประกาศเข้าซื้อกิจการของ BAY ขั้นต่ำ 75% หรือประมาณ 1.8 แสนล้านบาท (รัตนรักษ์ยืนยันจะยังคงถือหุ้น 25%) โดยธนาคารแห่งโตเกียวมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ตกลงซื้อหุ้นทั้งหมด 25.33% จาก จีอี แคปปิตอล แล้ว ตามกฎของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะต้องยื่นทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดจากผู้ถือหุ้น ทั้งนี้ถ้ากลุ่มรัตนรักษ์ไม่ขาย ธนาคารแห่งโตเกียวมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ จะซื้อหุ้นได้อีก 50% ในราคาหุ้นละ 39 บาท เท่ากับที่ตกลงซื้อกับ จีอี แคปปิตอล แล้ว

ทั้งนี้ แผนภายหลังทำคำเสนอซื้อแล้วเสร็จ ธนาคารแห่งโตเกียวมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ จะนำ BAY เข้าซื้อธนาคารแห่งโตเกียวมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ สาขากรุงเทพฯ ที่ให้บริการลูกค้าสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศไทยมากกว่า 50 ปีแล้ว และมีสินทรัพย์กว่า 6 แสนล้านบาท ยอดสินเชื่อ 2.2 แสนล้านบาทที่จะเป็นการขยายฐานลูกค้าเข้าสู่ภาคสินเชื่อรายใหญ่สัญชาติญี่ปุ่นที่เข้ามาชดเชยจุดอ่อนสำคัญของ BAY ในปัจจุบัน

ธนาคารแห่งโตเกียวมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ มีจุดแข็งด้านการทำธุรกิจสากลภายใต้การดำเนินการของบริษัทแม่ในญี่ปุ่น ได้แก่ มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป หรือเอ็มยูเอฟจี ที่มีสถานภาพเป็นบริษัทโฮลดิ้งส์ผ่านการถือหุ้นในสถาบันการเงินในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกกว่า 500 แห่งใน 40 ประเทศ โดยมีฐานลูกค้ารายย่อยกว่า 40 ล้านราย ลูกค้ารายใหญ่กว่า 5 แสนราย

ข้อมูลจากหอการค้าญี่ปุ่นมีบริษัทจากญี่ปุ่นเข้ามาจัดตั้งบริษัทและดำเนินธุรกิจในประเทศไทยแล้วมากกว่า 7,000 บริษัท แยกตามขนาดธุรกิจพบว่าเกือบ 50% เป็นเอสเอ็มอี และ 25% มีฐานที่ตั้งที่โตเกียว

BAY ยังคงเป้าหมายทางธุรกิจส่วนใหญ่ของธนาคารสำหรับปีนี้ ทั้งการขยายตัวของสินเชื่อที่ 12% ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิที่ทรงตัว 4.4% อัตราการขยายตัวของรายได้ค่าธรรมเนียม 15% สัดส่วนต้นทุนต่อรายได้ที่ลดลง 48% และสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ที่ทรงตัว 2.5%

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท