
เร่งติดอาวุธไอที ดันโลจิสติกส์ไทยสู่ฮับอาเซียน
ด้วยความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์เพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของอาเซียนได้
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
ด้วยความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์เพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของอาเซียนได้ ปัจจัยสำคัญคือการสร้างมาตรฐานด้านโลจิสติกส์ให้เกิดขึ้นกับกลุ่มผู้ประกอบการในทุกระดับ โดยเฉพาะรายย่อยที่มีอยู่หลายพันบริษัทให้สอดคล้องกับหลักสากลและต้องเพิ่มความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการโลจิสติกส์ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้สามารถรับมือการแข่งขันที่จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
เครื่องมือหนึ่งที่สำคัญในการสร้างมาตรฐานในบริการโลจิสติกส์ คือ การนำระบบไอทีไปใช้งานช่วง 1–2 ปี มีการวางระบบให้กับผู้ประกอบการรายย่อยมากขึ้น
สมพร มณีรัตนะกูล นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย หรือเอทีเอสไอ กล่าวว่า เอทีเอสไอพยายามรวบรวมผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อให้เกิดการปรับปรุงให้ซอฟต์แวร์มีระบบที่เป็นสากล ซึ่งจะเป็นส่วนผลักดันให้ผู้ใช้งานต้องปรับไปใช้มาตรฐานใหม่เช่นเดียวกัน
งานนี้สำนักโลจิสติกส์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ได้ดำเนิน 2 โครงการหลัก คือ ระบบแบ็กฮอลิงเพื่อลดสัดส่วนการวิ่งรถเที่ยวเปล่า และโครงการพัฒนาการใช้ภาษา อีบีเอ็กซ์เอ็มแอล เพื่อก้าวไปสู่ระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์
อนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักโลจิสติกส์ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของโครงการแบ็กฮอลิงในปีนี้คือ การพัฒนาระบบทีเอ็มเอส หรือระบบการจัดการการขนส่ง ซึ่งจะดูแลทั้งส่วนของระบบการจัดการรถบรรทุก ระบบการจัดการทรัพยากรบุคคล ระบบบริหารจัดการลูกค้า ระบบติดตามการใช้จ่ายในการเดินทาง และระบบประเมินผลซึ่งทั้งหมดจะช่วยให้ผู้ประกอบการโลจิสติกส์สามารถคำนวณต้นทุนการดำเนินการลงรายละเอียดได้ทุกจุด การปรับให้กระบวนการทางเอกสารมีมาตรฐานสากลเป็นระบบเดียวกันในกลุ่มผู้ประกอบการ ช่วยลดขั้นตอนการทำงาน และลดภาระเรื่องกระบวนการทางเอกสาร เป็นการขยายความสามารถในการรับงานเพิ่มให้กับผู้ประกอบการได้อีกด้วย
เมื่อผู้ประกอบการกรอกข้อมูลภายในบริษัทไปแล้ว สามารถดึงเฉพาะส่วนของการเดินรถเที่ยวเปล่าให้ไปแสดงให้ระบบแบ็กฮอลิง เพื่อเปิดให้สมาชิกในของเว็บไซต์ได้เห็นและเลือกฝากสินค้าไปกับการเดินรถเที่ยวเปล่า
“หลักการง่ายๆ คือ ถ้าผู้ประกอบการโลจิสติกส์ส่งสินค้าจากภาคเหนือลงมาภาคกลาง แต่เดิมขากลับรถจะวิ่งกลับแบบเที่ยวเปล่า เท่ากับว่าการขนสินค้าลงมามีต้นทุนทั้งไปและกลับ แต่ถ้ามีการลงประกาศพร้อมรับสินค้าขากลับและมีการจับคู่สินค้าฝากส่งในขากลับ แสดงว่าการขนส่งรอบนี้มีสินค้าทั้งไปและกลับ เพิ่มรายได้และลดต้นทุน และยังลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้อีกด้วย” อนงค์ กล่าว
ทั้งนี้ การสร้างระบบดังกล่าว ต้องอาศัยการสร้างเครือข่ายความร่วมมือภายในกลุ่มผู้ประกอบการ ต้องมีการวางแผนและบริหารจัดการในทุกส่วนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งที่ผ่านมาโครงการนี้เน้นที่ผู้ประกอบการภาคเหนือและอีสาน แต่ในปีนี้จะเน้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ ซึ่งได้เริ่มต้นโครงการและได้รับความสนใจ มีเป้าหมายอย่างน้อยผู้ประกอบการภาคละ 15 รายเข้าร่วม ซึ่งสำนักโลจิสติกส์ตั้งเป้าที่จะดึงกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่มีรถขนส่งเป็นของตัวเองให้เข้ามาร่วมมากขึ้น ซึ่งทั้งอุตสาหกรรมมีกว่า 3 แสนคัน แต่ยังติดปัญหาเรื่องกฎหมายของกรมการขนส่งทางบก ที่กำหนดให้ผู้ประกอบการที่ใช้รถขนส่งของตัวเอง ห้ามรับจ้างขนส่งทั่วไป แต่ประเด็นนี้อยู่ระหว่างการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับหลักความเป็นจริง
ธนิต พุทธพงษ์ศิริพร ที่ปรึกษาโครงการ กล่าวว่า หากเปรียบเทียบการเริ่มต้นในประเทศไทยกับต่างประเทศ เช่น สหรัฐ มีการใช้งานระบบนี้เป็นการทั่วไป หรือตัวอย่างที่ใกล้เข้ามา คือ สิงคโปร์และมาเลเซีย ก็มีการใช้งานระบบนี้เช่นเดียวกัน กล่าวได้ว่าเป็นการปรับการทำงานให้ทันสมัยด้วยเทคโนโลยี ซึ่งหากไทยจะเป็นศูนย์กลางด้านระบบโลจิสติกส์ของอาเซียน
การเตรียมความพร้อมในด้านนี้เป็นส่วนที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ เพราะการเปิดเออีซียังเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการโลจิสติกส์จากต่างประเทศสามารถเข้ามาตั้งฐานการขนส่งและให้บริการแข่งขันกับผู้ประกอบการไทยได้อย่างเสรี ซึ่งบริษัทจากต่างประเทศเหล่านี้ มีการใช้งานระบบต่างๆ อยู่แล้ว
ดังนั้น นี่จึงเป็นปัจจัยสำคัญให้ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทยต้องเร่งสร้างมาตรฐานและความน่าเชื่อถือ รวมถึงเพิ่มศักยภาพการให้บริการเพื่อผลักดันให้ไทยก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์อาเซียน







