posttoday
ทางรอด ทีโอที-กสมฯ ก่อนถูกยึดรายได้สัมปทาน

ทางรอด ทีโอที-กสมฯ ก่อนถูกยึดรายได้สัมปทาน

20 เมษายน 2553

แม้ขณะนี้ ร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. ...จะยังคงใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะบังคับใช้เป็นกฎหมาย แต่สิ่งที่น่ากังวลในขณะนี้สำหรับทีโอที และ กสท โทรคมนาคม คือ รายได้จากสัมปทานที่เป็นรายได้หลักของทั้งสององค์กรกว่า 60% กำลังจะหายไป ตามมาตรา 78 วรรค 3 ที่ระบุให้เมื่อพ้นระยะเวลา 1 ปี ซึ่งกฎหมายใช้บังคับ ให้รัฐวิสาหกิจนำรายได้จากผลประกอบการในสัญญาสัมปทาน หลังหักค่าใช้จ่ายตามที่กำหนด ส่งคืนให้แก่ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อนำเงินดังกล่าวส่งเข้ารัฐ

ดังนั้น ระหว่างที่เวลานั้นยังมาไม่ถึง ทั้งทีโอที และ กสทฯ จึงต้องเตรียมความพร้อมให้มากที่สุด โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนการทำงานจากวิถีตั้งรับ รอนับเงินจากคู่สัญญาสัมปทานมาเป็น “เชิงรุก” และมีเซนส์ของการทำธุรกิจมากขึ้นด้วย เพราะที่ผ่านมา สิ่งที่ทั้งทีโอที และ กสทฯ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงได้เลย คือ กระบวนการทำงานที่ยึดติดระบบราชการที่เคลื่อนไหวช้าในเรื่องของการแข่งขัน

ทั้งที่ในเชิงธุรกิจนั้น กลยุทธ์การตลาดแบบรวดเร็ว ฉับไว เพื่อแก้เกมคู่แข่งได้ชนิดวันต่อวันนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่กลับเป็นจุดอ่อนของทีโอที และ กสทฯ

ปัจจุบันนี้ ทีโอทีมีธุรกิจที่เป็นความหวังหลักๆ คือ การลงทุน 3จี ทั่วประเทศมูลค่า 2 หมื่นล้านบาท และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ซึ่งเพิ่งจะประมูลการติดตั้งโครงข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อรองรับการใช้งานมัลติมีเดีย (เอ็มแซน) กว่า 3,000 ล้านบาท สามารถรองรับจำนวนลูกค้าได้อีก 5.77 แสนพอร์ต ซึ่งเมื่อรวมกับฐานลูกค้าปัจจุบัน ที่ทีโอทีมีอยู่แล้วก็เท่ากับว่าฐานลูกค้าของทีโอทีจะขยายได้ 23 ล้านราย

ธีรวุฒิ บุญยโสภณ ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) ทีโอที กล่าวว่า ธุรกิจบรอดแบนด์ถือเป็นธุรกิจความหวังของทีโอที โดยตั้งเป้าว่าจะมีรายได้ประมาณ 7,000 ล้านบาท จากการให้บริการทั่วประเทศ ซึ่งการเดินหน้าประมูลเอ็มแซนที่เกิดขึ้นหลังมีปัญหาในครั้งแรกก็จะช่วยให้ทีโอทีมีรายได้เข้ามามากขึ้น

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคของทีโอที คือ โครงการ 3จี ทั่วประเทศที่ยังไร้วี่แววว่าจะผ่านการพิจารณาอนุมัติจาก ครม. หลังจากที่เสนอเข้าไปครั้งแรกและถูกตีกลับให้มาทบทวนแผนใหม่ เพราะสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ไม่มั่นใจในศักยภาพของทีโอทีว่าจะทำได้ และมีผู้มาเช่าใช้โครงข่ายจริงตามที่เสนอไป ซึ่งการที่ต้องรอ ครม.อนุมัติ โครงการดังกล่าว ทำให้ทีโอทีเสียโอกาสทางธุรกิจไปค่อนข้างมาก เพราะทีโอทีเป็นรายเดียวที่มีโครงข่าย 3จี ระหว่างที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กำลังตั้งหลักใหม่กับเรื่องใบอนุญาตให้บริการ 3จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์

ขณะที่ กสทฯ นั้น แม้โครงการซื้อ บริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย หรือ ฮัทช์ มูลค่า 7,200 ล้านบาท จะผ่าน ครม.ไปแล้ว แต่ก็ยังคงเหลือโครงการอินเทอร์เน็ตผ่านสายไฟเบอร์ หรือ เอฟทีทีเอกซ์ อีก 6,000 ล้านบาท ที่ยังรอต่อคิวให้ ครม. พิจารณาอนุมัติเช่นเดียวกัน ซึ่งทั้งสองโครงการถือเป็นธุรกิจใหม่ ที่ กสทฯ มั่นใจว่าจะทำให้ กสทฯ สามารถเลี้ยงตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพารายได้จากสัมปทานเหมือนที่ผ่านมาอีก

จิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสทฯ กล่าวว่า หากแผนธุรกิจดังกล่าวเป็นไปตามที่วางไว้ อีก 23 ปีข้างหน้า โครงสร้างรายได้ของ กสทฯ จะเปลี่ยนจากสัมปทาน 60% เป็นรายได้จากการดำเนินการเองของ กสทฯ 60% เพราะหลังจากซื้อฮัทช์แล้ว ทำให้ กสทฯ กลายเป็นเจ้าของโครงข่ายซีดีเอ็มเอทั่วประเทศ ซึ่งมีความเร็วเท่ากับเทคโนโลยี 3จี ซึ่งจะช่วยเสริมกับโครงการเอฟทีทีเอกซ์ ที่ทำให้ กสทฯ สามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั้งผ่านสายและไร้สายได้

ทั้งนี้ ยอมรับว่า การที่รัฐจะเก็บรายได้จากสัมปทานโดยตรงนั้นถือเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของ กสทฯ นอกเหนือไปจากการที่เอกชนจะโอนลูกค้าไปยังบริษัทใหม่หลังจากได้รับไลเซนส์ 3จี จาก กทช. ซึ่งทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้ คือ การแปรสัญญาสัมปทานเพื่อไม่ให้ กสทฯ ต้องสูญเสียรายได้จากเอกชนอีก อย่างไรก็ตาม กสทฯ ไม่ได้ปฏิเสธการแข่งขันเสรีแต่อยากเห็นกฎกติกาที่ชัดเจนมากกว่า

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ในฐานะสมาชิกอนุกรรมาธิการศึกษากฎหมายการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมและการสื่อสาร ในคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวว่า หน่วยงานที่เรียกเก็บรายได้สัมปทานของทีโอที และ กสทฯ ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นฯ นั้นจะทำหน้าที่เหมือนเป็นบุรุษไปรษณีย์ ในการนำส่งรายได้ให้กับรัฐ โดยทีโอที และ กสทฯ เป็นผู้หักค่าใช้จ่าย 3 ส่วนออกก่อนนำส่ง คือ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ส่วนที่ทีโอที และ กสทฯ จ่ายแทนคู่สัญญา ค่าบริการโทรคมนาคมสาธารณะ (ยูเอสโอ) และค่าบริหารจัดการสัมปทาน

แม้ดูเหมือนว่า กสทช. จะเป็นคำตอบสุดท้ายที่กระตุ้นให้ ทีโอที และ กสทฯ ลุกขึ้นมาตื่นตัวและเตรียมรับมือกับรายได้จากสัมปทานที่หายไป แต่เหนืออื่นใดเสถียรภาพของรัฐบาลน่าจะเป็นมากกว่าคำตอบสุดท้าย เพราะอายุขัยของรัฐบาลที่เหลือน้อยลงเรื่อยๆ และยังวุ่นวายอยู่กับการแก้ปัญหาของกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงมากเท่าไรนั้น ก็เท่ากับย้ำว่า โครงการแฟลกชิปของทีโอที และ กสทฯ ยังต้องติด “ไฟแดง” จาก ครม. ต่อไปเช่นกัน

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ