
ธปท.ห่วงฟองสบู่ อสังหาริมทรัพย์ 'เติบโตมากได้อย่างไร'
8..ทีมข่าวการเงิน
แม้ภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมยังขยายตัวได้ดีในไตรมาสแรก แต่ขึ้นไตรมาส 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็เริ่มแสดงความกังวลใจในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจ ที่ปัจจัยเสี่ยงทางการเมือง เริ่มมีอิทธิพลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ดี เมื่อปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป ธปท.ก็เริ่มทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจใหม่ และเมื่อวันที่ 19 เม.ย.นี้ ก็ได้เชิญ 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์คือ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย และสมาคมการค้าอาคารชุด เข้าพบ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านอสังหาริมทรัพย์ที่มีการขยายตัวสูงมาก
เหตุที่ ธปท.เรียก 3 สมาคมเข้าพบ ก็เพราะได้เห็นตัวเลขจดทะเบียนที่อยู่อาศัยในปี 2552 มีจำนวน 9 หมื่นหน่วย ซึ่งเป็นตัวเลขสูงพอสมควร
นายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวภายหลังจากตัวแทน 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ประกอบด้วยสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย และสมาคมการค้าอาคารชุด ได้การเข้าพบคณะผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทยหรือแบงก์ชาติเพื่อให้ข้อมูลทางด้านอสังหาริมทรัพย์ในภาคสนาม เนื่องจากธนาคารได้เห็นตัวเลขจดทะเบียนที่อยู่อาศัยในปี 2552 มีจำนวน 9 หมื่นหน่วย แต่ในจำนวนนี้มีบ้านเอื้ออาทรอยู่ 1.7 หมื่นหน่วย จากปี 2551 ที่ตัวเลขที่อยู่อาศัยจดทะเบียนอยู่ที่ 8.4 หมื่นหน่วย ซึ่งมีจำนวนนี้มีบ้านเอื้ออาทรอยู่ที่ 7,0008,000 หน่วยว่า การเข้าพบ ธปท. เพื่อให้ทราบว่ายังไม่มีสัญญาณการเกิดฟองสบู่อย่างแน่นอน เพราะการเติบโตของสินเชื่อที่อยู่อาศัยในปีก่อนสูง เป็นเพราะอั้นมาจากปี 25502551 ทำให้ในปี 2552 ขยายตัวได้ดีมาก ประกอบกับมีมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐเข้ามาช่วย
เพราะการขอใบอนุญาตจัดสรรในปัจจุบัน ถือว่าต่ำกว่ามากที่สุดในรอบ 10 ไตรมาส
“
ที่ว่าต่ำที่สุดก็เพราะหากพิจารณาจากไตรมาส 4 ปี 2552 อยู่ที่ 6,700 หน่วย ไตรมาส 3 ปี 2552 อยู่ที่ 9,500 หน่วย ขณะที่ไตรมาส 2 ปี 2552 อยู่ที่ 7,800 หน่วย” นายอิสระ กล่าวอย่างไรก็ดี ในจำนวนนี้มีบ้านเอื้ออาทรอยู่ 1.7 หมื่นหน่วย จากปี 2551 ที่ตัวเลขที่อยู่อาศัย จดทะเบียนอยู่ที่ 8.4 หมื่นหน่วย ซึ่งมีจำนวนนี้มีบ้านเอื้ออาทรอยู่ที่ 7,0008,000 หน่วย
นอกจากนี้ ยังได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนยูนิตที่เหลือขายในตลาด โดยเฉพาะบ้านเดี่ยวที่มีหน่วยงานจากภาคเอกชนแห่งหนึ่ง
ขณะที่ทาวน์เฮาส์นั้นในไตรมาสแรกปีนี้ออกมาสู่ตลาด 6,200 หน่วย หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีเพียง 3,000 หน่วยเท่านั้น
ดังนั้น จำนวนที่อยู่อาศัยที่เปิดเผยออกมา ยังไม่ได้สูงจนน่าเป็นห่วง ว่าจะเกิดภาวะฟองสบู่ แม้อัตราดอกเบี้ยจะไม่ปรับสูงขึ้นมากนัก
นายอิสระ กล่าวว่า ในการหารือกับ ธปท. ก็ไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ และชี้แจงว่ายังไม่สามารถคาดการณ์ผลกระทบจากสถานการณ์การชุมนุมต่อภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้ชัดเจน เพราะยังไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะจบลงเมื่อไหร่ แต่ขณะนี้ถือว่าเศรษฐกิจมีเสถียรภาพ หากปัญหาการเมืองยุติลง ตลาดบ้านก็จะเติบโตได้มาก
นายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งเป้าปีนี้ขยายตัว 10% ทั้งในส่วนของสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อเพื่อการบริโภค เนื่องจากแม้ประชาชนไม่มีความมั่นใจต่อเสถียรภาพทางการเมือง โดยเฉพาะหากสถานการณ์มีความยืดเยื้อออกไป อาจจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ให้ขยายตัว 10% ตามที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่
"ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินว่าควรปรับลดเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อหรือไม่ ซึ่งช่วงที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ยังคงตั้งเป้าหมายการขยายตัวของการปล่อยสินเชื่อในปีนี้ไว้ที่ 10% แต่หากปัญหาการเมืองยืดเยื้อไม่รู้ว่ารัฐบาลจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ยังไง ทำให้ทุกอย่างถูกกระทบ คนรอดูจังหวะ รอดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้ายืดเยื้อยาวนานก็คงกระทบแน่นอน แต่หากจบเร็วผลกระทบก็คงไม่มากนัก"นายสรสิทธิ์ กล่าว
ทั้งนี้ ช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.ก.พ. 2553) ตัวเลขการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ 16 แห่งขยายตัวในทิศทางที่ค่อนข้างดี ภาพรวมของสินเชื่อทั้งระบบกลับมาเป็นบวกเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นประมาณ 3 หมื่นล้านบาท
สำหรับยอดสินเชื่อคงค้างทั้งระบบ ณ สิ้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา อยู่ที่ 6.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนอยู่ที่ 6 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 1 แสนล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 1.6% คิดเป็นสินเชื่อรายย่อยเพิ่มขึ้นประมาณ 10% สินเชื่อธุรกิจเพิ่มขึ้นประมาณ 56%
ทางด้านสินเชื่อรายย่อยมีมูลค่าคงค้างอยู่ที่ 1.7 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1.5 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยอยู่ที่ 9.6 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5 หมื่นล้านบาท จาก 8.7 แสนล้านบาท คิดเป็น 10.9% ส่วนสินเชื่อเพื่อเช่าซื้อรถยนต์อยู่ที่ 4.1 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9 หมื่นล้านบาท จาก 3.6 แสนล้านบาท คิดเป็น 10.9% เช่นกัน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำทำให้คนหันมาซื้อที่อยู่อาศัยกันมากขึ้น
อย่างไรก็ดี ต้องรอดูว่าหลังมาตรการลดหย่อนภาษีและค่าธรรมเนียมอสังหาริมทรัพย์หมดไป ยอดการขายและโอนอสังหาริมทรัพย์จะสูงขึ้นหรือไม่ และตัวเลขจากนี้ไปจะเริ่มเป็นของจริง ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองหรือไม่อย่างไร







