
ตามกระแส
วันก่อนผู้เขียนนั่งดูทีวี ซึ่งเป็นฟรีทีวีที่ดูกันทั่วไปในคืนวันเสาร์ ปรากฏว่าเปิดทีวีไปอย่างน้อย 3 ใน 4 ช่อง ที่ประชาชนทั่วไปนิยมในการเปิดดูความบันเทิง ปรากฏว่ามีรายการถ่ายทอดชกมวยไทย ในลักษณะคนไทยต่อยกับคนต่างชาติทั้งหมด แน่นอนที่สุด จะมีรายการหนึ่งเริ่มก่อน และรายการอื่นๆ ก็มีการจัดทำตาม ผมคงวิจารณ์ในแง่ของความคิดสร้างสรรค์ หรือการขัดแย้งกัน แต่สิ่งที่เราเห็นก็คือ หลักการของอุปสงค์ อุปทาน ท่านผู้อ่านคงทราบว่ากรณีผู้ขายเพิ่มมากขึ้น ผู้ซื้อเท่าเดิม ระดับราคาก็มีการปรับตัวลดลง การตามกระแสในแง่การทำธุรกิจ หรือการจัดการแสดง เช่น เรื่องของการชกมวยที่ยกตัวอย่างอาจจะง่ายในการดูกระแส และสิ่งที่เห็นก็คือ เมื่อตามกระแสในช่วงท้าย การหมดความนิยมก็เกิดขึ้นแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป คือ การตั้งหลักสามารถตั้งได้ทัน
วันก่อนผู้เขียนนั่งดูทีวี ซึ่งเป็นฟรีทีวีที่ดูกันทั่วไปในคืนวันเสาร์ ปรากฏว่าเปิดทีวีไปอย่างน้อย 3 ใน 4 ช่อง ที่ประชาชนทั่วไปนิยมในการเปิดดูความบันเทิง ปรากฏว่ามีรายการถ่ายทอดชกมวยไทย ในลักษณะคนไทยต่อยกับคนต่างชาติทั้งหมด แน่นอนที่สุด จะมีรายการหนึ่งเริ่มก่อน และรายการอื่นๆ ก็มีการจัดทำตาม ผมคงวิจารณ์ในแง่ของความคิดสร้างสรรค์ หรือการขัดแย้งกัน แต่สิ่งที่เราเห็นก็คือ หลักการของอุปสงค์ อุปทาน ท่านผู้อ่านคงทราบว่ากรณีผู้ขายเพิ่มมากขึ้น ผู้ซื้อเท่าเดิม ระดับราคาก็มีการปรับตัวลดลง การตามกระแสในแง่การทำธุรกิจ หรือการจัดการแสดง เช่น เรื่องของการชกมวยที่ยกตัวอย่างอาจจะง่ายในการดูกระแส และสิ่งที่เห็นก็คือ เมื่อตามกระแสในช่วงท้าย การหมดความนิยมก็เกิดขึ้นแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป คือ การตั้งหลักสามารถตั้งได้ทัน
แต่สำหรับในตลาดหุ้นแล้ว จะพบว่าการตามกระแสจะเกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ว่าเวลาหุ้นขึ้นๆ ยกตัวอย่างในเหตุการณ์ในช่วง SET INDEX ในบริเวณ 1,650 ที่ทุกกระแสมักจะมองโลกในแง่ดีแทบทั้งหมด จนมีการปรับประมาณการขึ้น แต่ในที่สุดการลงติดต่อกันในระดับหลายร้อยจุดก็เกิดขึ้นให้เห็น หรือเวลาเกิดขึ้นในขาลงเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นการตามกระแสในตลาดหุ้นเรามักจะพบเห็นในตอนเกิด Panic Buy หรือ Panic Sell และนักลงทุนส่วนใหญ่มักจะหนีไม่ทันเมื่อสิ้นสุดขาขึ้น และมักจะตามซื้อไม่ทันเมื่อหมดภาพขาลง จนมีความเชื่อว่านักลงทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นเมื่อครบรอบแล้ว นักลงทุน 10 คน จะกำไรจริงๆ เพียง 2 คนเท่านั้น สิ่งที่ต้องแก้ไขเรื่องนี้ก็คือ การคาดการณ์อนาคต และพยายามมองปัจจัยในแง่การคาดการณ์มากกว่าการนำเอาเหตุการณ์ในปัจจุบันมาวิเคราะห์ คือ ต้องอ่านในสิ่งที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า
ขอยกตัวอย่างเรื่องหนึ่งก็คือ ถ้าท่านนักลงทุนติดตามการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในกลุ่มพลังงาน จะพบว่าส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนไปไหนเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งกรณีการพิจารณาประกอบกับราคาน้ำมันดิบโลก ดังเช่นในภาพเป็นการเคลื่อนไหวของราคา Spot ของสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส การไม่ผ่านทำจุดสูงสุดใหม่ในบริเวณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้สัญญาณซื้อไม่เกิดขึ้น ซึ่งกรณีแนวคิดสมมติฐานในการเชื่อว่าราคาน้ำมันมีผลต่อรายได้ในกลุ่มพลังงาน (แนวคิดง่ายๆ ก็คือ การขุดเจาะน้ำมันต้นทุนใกล้เคียงกันทุกครั้ง ไม่ว่าราคาน้ำมันจะอยู่ 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ราคาขายน้ำมันแตกต่างกัน จึงส่งผลโดยตรงต่อรายได้ที่จะแตกต่างกัน) ซึ่งก็หมายถึงกรณีราคาน้ำมันมีการทะลุตัวเลข 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลขึ้นมา ก็น่าจะสันนิษฐานได้ว่าราคาน้ำมันเปลี่ยนแนวโน้มจากแกว่งตัวเป็นขาขึ้น ซึ่งก็น่าจะมองได้ว่ารายได้ของพลังงานมีโอกาสเป็นบวกในอนาคตด้วย ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นสัญญาณซื้อมากกว่า การรอเมื่อสิ้นสุดไตรมาสและจึงมาดูรายได้ที่เพิ่มขึ้น และเพิ่มมาตามกระแสในการเข้าซื้อตามกระแสวันก่อนผู้เขียนนั่งดูทีวี ซึ่งเป็นฟรีทีวีที่ดูกันทั่วไป ในคืนวันเสาร์ปรากฏว่า เปิดทีวีไปอย่างน้อย 3 ใน 4 ช่อง ที่ประชาชนทั่วไป นิยมในการเปิดดูความบันเทิง ปรากฏว่า มีรายการถ่ายทอดชกมวยไทย ในลักษณะคนไทย ต่อยกับคนต่างชาติ ทั้งหมด แน่นอนที่สุด จะมีรายการหนึ่งเริ่มก่อน และรายการอื่นๆ ก็มีการจัดทำตาม ผมคงวิจารณ์ในแง่ของความคิดสร้างสรรค์ หรือ การขัดแย้งกัน แต่สิ่งที่เราเห็นก็คือ หลักการของ อุปสงค์ อุปทาน ท่านผู้อ่านคงทราบว่า กรณีผู้ขายเพิ่มมากขึ้น ผู้ซื้อเท่าเดิม ระดับราคาก็มีการปรับตัวลดลง การตามกระแสในแง่การทำธุรกิจ หรือ การจัดการแสดงอาทิเช่น เรื่องของการชกมวยที่ยกตัวอย่างอาจจะง่าย ในการดูกระแส และสิ่งที่เห็นก็คือ เมื่อตามกระแสในช่วงท้าย การหมดความนิยมก็เกิดขึ้นแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป คือ การตั้งหลัก สามารถตั้งได้ทัน
แต่สำหรับในตลาดหุ้นแล้ว จะพบว่า การตามกระแส จะเกิดขึ้น ตลอดเวลาไม่ว่า เวลาหุ้นขึ้นๆ ยกตัวอย่างในเหตุการณ์ในช่วง SET INDEX ในบริเวณ 1650 ที่ทุกกระแสมักจะมองโลกในแง่ดี แทบทั้งหมด จนมีการปรับประมาณการณ์ขึ้น แต่ในที่สุดการลงติดต่อกันในระดับ หลายร้อยจุด ก็เกิดขึ้นให้เห็น หรือ เวลาเกิดขึ้นในขาลงเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น การตามกระแสในตลาดหุ้นเรามักจะพบเห็นในตอนเกิด panic buy หรื panic sell และนักลงทุนส่วนใหญ่มักจะหนีไม่ทัน เมื่อสิ้นสุดขาขึ้น และมักจะตามซื้อไม่ทันเมื่อหมดภาพขาลง จนมีความเชื่อว่า นักลงทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นเมื่อครบรอบแล้วนักลงทุน 10 คน จะกำไรจริงๆเพียง 2 คนเท่านั้น สิ่งที่ต้องแก้ไขเรื่องนี้ก็คือ การคาดการณ์อนาคต และพยายามมองปัจจัยในแง่การคาดการณ์มากกว่าการนำเอาเหตุการณ์ ในปัจจุบันมาวิเคราะห์ คือ ต้องอ่านในสิ่งที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า
ขอยกตัวอย่าง เรื่องหนึ่ง ก็คือ ถ้าท่านนักลงทุนติดตามการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในกลุ่มพลังงาน จะพบว่า ส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ ไม่ได้ขับเคลื่อนไปไหนเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งกรณีการพิจารณาประกอบกับราคาน้ำมันดิบโลก ดังเช่นในภาพเป็นการเคลื่อนไหวของราคา spot ของสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส การไม่ผ่านทำจุดสูงสุดใหม่ในบริเวณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทำให้สัญญาณซื้อไม่เกิดขึ้น ซึ่งกรณีแนวคิดสมมุติฐานในการเชื่อว่า ราคาน้ำมันมีผลต่อรายได้ในกลุ่มพลังงาน (แนวคิดง่ายๆ ก็คือ การขุดเจาะน้ำมันต้นทุนใกล้เคียงกันทุกครั้งไม่ว่า ราคาน้ำมันจะอยู่ 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ราคาขายน้ำมันแตกต่าง กัน จึงส่งผลโดยตรงต่อรายได้ ที่จะแตกต่างกัน) ซึ่งก็หมายถึง กรณีราคาน้ำมันมีการทะลุ ตัวเลข 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลขึ้นมา ก็น่าจะสันนิษฐานได้ว่า ราคาน้ำมันเปลี่ยนแนวโน้มจากแกว่งตัวเป็นขาขึ้น ซึ่งก็น่าจะมองได้ว่า รายได้ของพลังงานมีโอกาสเป็นบวกในอนาคตด้วย ซึ่งนั้นก็น่าจะเป็นสัญญาณซื้อมากกว่า การรอเมื่อสิ้นสุดไตรมาส และจึงมาดูรายได้ที่เพิ่มขึ้นและเพิ่มมาตามกระแสในการเข้าซื้อ ?







