
3บล.กวาดที่ปรึกษาบสก.
บล.ทรีนีตี้กสิกรไทยยูบีเอสเอจีขีดเส้น3เดือนวางกลยุทธ์เข้าตลท.
บล.ทรีนีตี้กสิกรไทยยูบีเอสเอจีขีดเส้น3เดือนวางกลยุทธ์เข้าตลท.
บสก.ตั้งทรีนี้ตี้ กสิกรไทย และยูบีเอส เอจี เป็นที่ปรึกษาทางการเงินนำหุ้นเข้า ตลท.
นางพวงทิพย์ ปรมาพจน์ ผู้จัดการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เปิดเผยว่า บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (บสก.) ได้ลงนามในสัญญาแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาทางการเงิน เมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา คือ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ บล.กสิกรไทย และยูบีเอส เอจี เพื่อกำหนดเวลาให้ศึกษาความเป็นไปได้ และจัดทำแผนกลยุทธ์ในการนำหุ้น บสก.เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ภายใน 3 เดือน
“ความตั้งใจในการขายหุ้นเดิมของ บสก. ส่วนหนึ่งเพราะกองทุนฟื้นฟูฯ ควรลดบทบาท เพื่อให้คนไทยมีส่วนร่วม และให้ บสก.ก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งสามารถรับซื้อทรัพย์ประเทศเพื่อนบ้านได้ด้วย” นางพวงทิพย์ กล่าว
สำหรับจำนวนหุ้นที่กองทุนฟื้นฟูฯ ถืออยู่จะลดลงเท่าไร ยังไม่กำหนดตายตัว รอให้ทางที่ปรึกษาทางการเงินเสนอมา แต่คงทยอยขายไม่ต่ำกว่า 15% เพื่อให้หุ้นมีสภาพคล่อง ดังนั้นในระยะแรกกองทุนฟื้นฟูฯ ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ แต่จะค่อยๆ ทยอยขายหุ้นออกไป ซึ่งจะดูจังหวะเวลา
ปัจจุบันกองทุนฟื้นฟูฯ ถือหุ้นใน บสก.ทั้งสิ้น 547 ล้านหุ้น คิดเป็นจำนวน 100% มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 25 บาท มูลค่าตามบัญชีหุ้นละ 53.61 บาท
ด้านผลประกอบการงวด 3 เดือนแรกของปี 2556 บสก.มีกำไร 1,638 ล้านบาท มีสาขารวม 26 สาขา และมีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 73,420 ล้านบาท สูงสุดในระบบบริษัทบริหารสินทรัพย์ 22 แห่ง นับเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่มีฐานะมั่นคง มีความพร้อมด้านบุคลากรและระบบงานจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ
นางพวงทิพย์ กล่าวว่า การนำหุ้นเข้าจดทะเบียนใน ตลท.จะสนับสนุนให้ บสก.ดำเนินธุรกิจด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน ช่วยส่งเสริมศักยภาพและบทบาทในระดับภูมิภาคต่อไป
ก่อนหน้านี้ นางพวงทิพย์ คาดว่าจะนำหุ้น บสก.เข้าจดทะเบียนได้ในครึ่งหลังของปี 2556
สำหรับผลงานงวด 5 เดือนที่ผ่านมา มีรายได้รวม 7,287 ล้านบาท คิดเป็น 53% ของเป้าทั้งปี 1.37 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (เอ็นพีเอ) 6,432 ล้านบาท หนี้ด้อยคุณภาพ (เอ็นพีแอล) 7,303 ล้านบาท ปัจจุบัน บสก.มีสินทรัพย์ในพอร์ต 1.2 หมื่นรายการ คิดเป็นมูลค่า 3.7 หมื่นล้านบาท
ล่าสุด บสก.ได้มีมาตรการสกัดฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ โดยทบทวนปรับปรุงหลักเกณฑ์การประมูลสินทรัพย์ใหม่ เพิ่มวางเงินประกันการประมูลมากขึ้น โดยสินทรัพย์ที่มูลค่าต่ำกว่า 300 ล้านบาท ผู้ประมูลจะต้องวางเงินประกันการยื่นซอง 20 ล้านบาท สินทรัพย์มูลค่าเกิน 300 ล้านบาท ผู้ประมูลต้องวางเงินประกันการยื่นซอง 30 ล้านบาท พร้อมกับต้องแสดงตัวในวันที่ประมูลทรัพย์ด้วย และหลังจากประมูลทรัพย์ได้ต้องชำระอีก 30% ของราคาทรัพย์ที่ประมูลได้
สำหรับส่วนที่เหลือให้ชำระให้ครบ 100% ภายใน 105 วัน นับจากวันที่ได้รับการอนุมัติ พร้อมการโอนกรรมสิทธิ์ และผู้ประมูลได้ต้องเสียค่าธรรมเนียมการโอนเอง จากเงื่อนไขเดิมที่กำหนดให้วางเงินประกันการยื่นซองเพียง 5 หมื่นบาท การประมูลทรัพย์ราคา 1 ล้านบาท และ 2 ล้านบาท สำหรับการประมูลทรัพย์ 100 ล้านบาท
การปรับเพิ่มวงเงินประกันการยื่นซอง เนื่องจากชุดสินทรัพย์รอการขายที่จะออกมาประมูลในงวดวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา จำนวน 15 รายการ เป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง มูลค่ารวมกันประมาณ 3,000 ล้านบาท ดังนั้นจึงต้องกำหนดเงื่อนไขการประมูลที่เข้มงวดกว่าการประมูลทุกครั้ง
ก่อนหน้านี้กรมบังคับคดีก็ได้ออกกฎเข้มการวางเงินมัดจำการประมูลขายทอดตลาด และจากการขอขยายระยะเวลาการชำระเงินส่วนที่เหลือจากการประมูลขายทอดตลาด จะต้องวางเงินมัดจำเพิ่มอีก 10-20% ของราคาสินทรัพย์ที่ประมูลได้







