
ตลาดฯ ผ่านจุดต่ำสุด
โดย....นายสุกิจ อุดมสิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)
โดย....นายสุกิจ อุดมสิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)
สวัสดีครับทุกท่าน...ผมเชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่คงมีคำถามในใจที่อยากรู้ว่าตลาดหุ้นไทยผ่านจุดต่ำสุดไปหรือยัง และการฟื้นตัวของตลาดฯ จะไปได้ไกลแค่ไหน ผมเชื่อว่าหากสามารถหาคำตอบของทั้งสองคำถามนี้ได้ ก็จะทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ผมสังเกตได้ว่านักลงทุนในขณะนี้ขาดความมั่นใจในการลงทุนซึ่งสะท้อนไปที่ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ลดลงในสัปดาห์นี้เหลือไม่ถึง 5 หมื่นล้านบาท
จากรูปจะสังเกตเห็นได้ว่าการลดลงของตลาดฯ ในรอบนี้ส่งผลให้ SET Index ปรับตัวลดลงกลับไปที่ระดับต้นปี 2556 ทำให้ตลาดหุ้นในเดือน ก.ค.เสมือนกับเป็นการเริ่มต้นใหม่ ทั้งนี้ ผมคาดว่า ตลาดฯ ในเดือน ก.ค.มีโอกาสฟื้นตัวขึ้น โดยประเมินเป้าหมายไว้บริเวณ 1,500 จุด ซึ่งหากเป็นไปตามที่ผมคาด ตลาดฯ จะต้องฟื้นตัวภายใน 2 สัปดาห์แรกของเดือนนี้ โดยคาดว่า กลุ่มธนาคารจะเป็นกลุ่มนำตลาดฯ เนื่องจากผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2556 ของธนาคารขนาดใหญ่คาดว่าจะออกมาดี ถึงแม้จะมีความกังวลว่าเศรษฐกิจกำลังชะลอตัวก็ตาม ในขณะที่การหยุดมาตรการ QE ของเฟดอาจจะไม่เร็วอย่างที่ตลาดฯ กังวล ซึ่งจะมีความชัดเจนมากขึ้นหลังจากสหรัฐประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในวันศุกร์นี้ อย่างไรก็ตาม หากการฟื้นตัวของตลาดฯ ไม่เกิดขึ้นภายใน 2 สัปดาห์แรกของเดือน ก.ค. แสดงว่า ตลาดฯ ยังคงเปราะบางและมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลงไปสร้างจุดต่ำสุดใหม่
ในขณะที่ประเด็นคำถามที่ตั้งไว้ว่าตลาดฯ ผ่านจุดต่ำสุดหรือยัง และการฟื้นตัวของตลาดฯ จะไปได้ไกลแค่ไหน ผมคิดว่าประเด็นสำคัญที่สุดที่จะตอบคำถามข้างต้นได้ คือ ทิศทางของเงินทุนต่างชาติ
จากบทวิเคราะห์ประจำสัปดาห์เกี่ยวกับทิศทางของเงินทุนต่างชาติที่จัดทำโดยทีมงานวิเคราะห์ของ Maybank Kimeng ในสิงคโปร์และฮ่องกง พบว่า มีเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นทั่วโลกในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 26 มิ.ย.มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2554 มูลค่า 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับตัวเลขเงินทุนไหลเข้าในสัปดาห์ก่อนหน้าที่ระดับ 4,800 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปมากที่สุด
แต่สำหรับตลาดหุ้นในเอเชียยกเว้นญี่ปุ่น พบว่า การไหลออกของเงินทุนต่างชาติเริ่มชะลอตัวลงแล้วในสัปดาห์ล่าสุด โดยมีเงินทุนไหลออก 400 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้าซึ่งมีมูลค่า 800 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเงินทุนส่วนใหญ่ไหลออกจากตลาดหุ้นจีน ฮ่องกง และไทย
ทั้งนี้ ทางนักวิเคราะห์ของ Maybank Kimeng คาดการณ์ว่า ปัญหาตลาดเงินตึงตัวในจีนจะส่งผลให้นักลงทุนชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงต่อไป ซึ่งแม้ว่าระดับค่า PER ของทั้งสองตลาดจะต่ำก็ตาม |ในแง่ของมูลค่าเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นในกลุ่ม TIP นั้น พบว่า หากเทียบกับสัดส่วนของตลาดฯ ตลาดหุ้นไทยและฟิลิปปินส์มีเงินทุนไหลออกในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน
โดยสรุป หากพิจารณาทั้งจาก Momentum ของตลาดฯ ที่มีโอกาสฟื้นตัว การประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2556 ของกลุ่มธนาคารที่คาดว่าจะออกมาดี และเงินทุนต่างชาติที่เริ่มชะลอการขายแล้ว ทำให้คาดการณ์ได้ว่าตลาดหุ้นมีแนวโน้มที่จะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว สำหรับการฟื้นตัวของตลาดฯ ในเดือน ก.ค. ผมคาดหวังไว้ที่ระดับ 1,500 จุด แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเกิดขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ สำหรับคำแนะนำการลงทุน คือ ซื้อสะสมหุ้นธนาคาร ซึ่งผมอยากจะใช้กรณีการเสนอซื้อหุ้น BAY โดย BTMU มาเป็นตัวเปรียบเทียบ ซึ่งราคาเสนอซื้อที่ 39 บาท เทียบเท่ากับ PBV ที่ 1.9 เท่า สำหรับผลการดำเนินงานปี 2556 จากระดับอัตราส่วน ROE ที่คาดการณ์ไว้ที่ 15% ทั้งนี้ พบว่า หุ้นธนาคารที่มีค่า PBV คาดการณ์ปี 2556 ต่ำกว่า 1.9 เท่า ได้แก่ KTB TCAP TISCO แต่มี ROE สูงกว่า 15% หมายความว่า ราคาปัจจุบันยังคงซื้อขายที่ระดับต่ำเหมาะสำหรับการลงทุน
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ...ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเอง







