
ระวังภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี
เข้าเดือน ก.ค.แล้ว ก็เหลืออีก 2 เดือนก็ครบกำหนดการยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปีตามแบบ ภ.ง.ด.51 ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิถูกกำหนดให้ต้องยื่นภายใน 2 เดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลา 6 เดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ซึ่งในปัจจุบันการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ
เข้าเดือน ก.ค.แล้ว ก็เหลืออีก 2 เดือนก็ครบกำหนดการยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปีตามแบบ ภ.ง.ด.51 ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิถูกกำหนดให้ต้องยื่นภายใน 2 เดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลา 6 เดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ซึ่งในปัจจุบันการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ
1.การเสียจากประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ที่ได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำและจะได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทั่วไป
2.การเสียจากกำไรสุทธิที่ได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการในช่วงเวลา 6 เดือนแรกของรอบระยะเวลาบัญชี สำหรับบริษัทจดทะเบียน ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ หรือเครดิตฟองซิเอร์ และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จัดให้มีผู้สอบทานงบการเงินสำหรับรอบระยะเวลา 6 เดือนแรกของรอบระยะเวลาบัญชี
ดังนั้นจะเห็นได้ว่านิติบุคคลส่วนใหญ่จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปีจากประมาณการกำไรสุทธิ โดยกำหนดเวลาในการจัดทำประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ได้แก่ ช่วงเวลาภายใน 2 เดือนนับแต่การดำเนินกิจการมาเป็นเวลา 6 เดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี โดยต้องจัดทำประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิสำหรับทั้งรอบระยะเวลาบัญชี ซึ่งประมาณการจากกิจการหรือเนื่องจากกิจการทั้งในส่วนที่ได้กระทำมาแล้วในรอบระยะเวลา 6 เดือนแรก และที่จะได้กระทำในรอบระยะเวลา 6 เดือนหลังของรอบระยะเวลาบัญชี
ปัญหาที่ผู้ประกอบการมักกังวลในการยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 ก็คือ กรณีประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินกว่า 25% แล้วต้องเสียเงินเพิ่ม 20% ของภาษีที่คำนวณจากประมาณการกำไรสุทธิที่ได้ประมาณการขาดไป ตัวอย่างเช่น สมมติบริษัทแห่งหนึ่งยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 แสดงประมาณการกำไรสุทธิทั้งปีไว้เป็นเงิน 700,000 บาท เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปีตามแบบ ภ.ง.ด.51 ไว้เป็นเงิน 70,000 บาท (จากอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 20% x 700,000 = 140,000 บาท คิดเป็นครึ่งปีเท่ากับภาษี 70,000 บาท) เมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี ปรากฏว่าบริษัทมีกำไรสุทธิทางภาษีอากรตามแบบ ภ.ง.ด.50 เป็นเงิน 1,000,000 บาท เท่ากับบริษัทประมาณการกำไรสุทธิขาดไป คิดเป็น ((1,000,000 700,000 )/1,000,000) = 30.0% โดยไม่มีเหตุอันสมควร บริษัทต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มในอัตรา 20% ของเงินภาษีภาษีที่ชำระไว้ขาด โดยคำนวณ ดังนี้
นำกึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องชำระตามแบบ ภ.ง.ด.50 คือ 100,000 บาท (20% x 1,000,000/2 = 100,000 บาท) หัก ด้วยภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นไปแล้วตามแบบ ภ.ง.ด.51 จำนวน 70,000 บาท ได้เป็นเงิน 30,000 บาท เท่ากับเรายื่นภาษีครึ่งปีตามแบบ ภ.ง.ด.51 ขาดไป 30,000 บาท ดังนั้น เราจึงต้องเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากรคิดเป็นเงิน (30,000 x 20%) = 6,000 บาท
เพื่อป้องกันไม่ต้องเสียเงินเพิ่มโดยใช่เหตุ หลายบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจึงได้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิ และยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว ซึ่งกรมสรรพากรให้ถือว่าการยื่นเสียภาษีครึ่งปีในจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งปีของปีที่แล้วเป็นกรณีมีเหตุอันสมควรตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.50/2537 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ไม่ต้องรับผิดเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร จากตัวอย่างข้างต้น ถ้าปีที่แล้วบริษัทมีเงินได้สุทธิ 1,000,000 บาท เสียภาษีนิติบุคคลทั้งปี 200,000 บาท กึ่งหนึ่งเท่ากับ 100,000 บาท ปีนี้บริษัทก็ควรยื่นเสียภาษีตามแบบ ภ.ง.ด.51 สำหรับการยื่นภาษีครึ่งปีของปีนี้เป็นเงิน 100,000 บาท (เพราะเท่ากับกึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องจ่ายในปีที่ผ่านมา) จึงจะถือว่าเป็นกรณีเหตุอันสมควร
แต่สำหรับปีนี้ ซึ่งอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ปรับลดจาก 23% เป็น 20% นิติบุคคลควรยื่นเสียภาษีตามแบบ ภ.ง.ด.51 เท่าไร
สมมติ ปี 2555 มีกำไรสุทธิ 1,000,000 บาท เสียภาษี 23% เท่ากับ 230,000 บาท คิดเป็นครึ่งปีเท่ากับภาษี 115,000 บาท
ดังนั้น ในปี 2556 เพื่อให้เข้ากรณีเหตุอันสมควร ก็ประมาณการกำไรสุทธิ 1,000,000 บาท เช่นเดียวกับปี 2555 แต่เนื่องจากอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในปี 2556 เท่ากับ 20% (ไม่ใช่ 23% เหมือนปี 2555) ดังนั้น ภาษีครึ่งปีที่ผู้ประกอบการควรต้องยื่นเสียตามแบบ ภ.ง.ด.51
ควรจะเป็น 115,000 บาท คือเท่ากับกึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้เสียตามแบบสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว หรือ
ควรจะเป็น 100,000 บาท (มาจากอัตราภาษี 20% x กำไรสุทธิ 1,000,000 บาท = 200,000 บาท คิดครึ่งปี ก็หาร 2 = 100,000 บาท)
เฉลยครับ ยังไงก็ต้อง 115,000 บาทครับ เพราะคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.50/2537 ระบุว่า กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ได้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิและยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว ให้ถือว่าเป็นกรณีมีเหตุอันสมควรไม่ต้องรับผิดเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร
หมายความว่าปีที่แล้วยื่นเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่าไหร่ ครึ่งปีนี้ถ้ายื่นแบบ ภ.ง.ด.51 ก็ควรยื่นเสียภาษีไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของปีที่แล้ว จึงจะถือว่ามีเหตุอันสมควร ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มครับ







