
ยูโอบีลั่น3ปีท็อปไฟว์
หลังรวมบลจ.ไอเอ็นจีผงาดขึ้นอันดับ6พื้นฐานหุ้นไทยปึ้กคงเป้าดัชนี1,650จุด
หลังรวมบลจ.ไอเอ็นจีผงาดขึ้นอันดับ6พื้นฐานหุ้นไทยปึ้กคงเป้าดัชนี1,650จุด
หุ้นไทยปึ้กคงเป้าดัชนี1,650จุดบลจ.ยูโอบีตั้งเป้าติด 1 ใน 5 ของอุตสาหกรรมใน 3 ปี หลังควบรวมไอเอ็นจีฉลุย ฐานลูกค้าช่องทางขายเพิ่ม
นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ยูโอบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าขยายสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (เอยูเอ็ม) ติด 1 ใน 5 ของอุตสาหกรรม ภายใน 3 ปี หลังควบรวมกิจการ บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) ส่งผลให้บริษัทมีสินทรัพย์อยู่ที่ 2.2 แสนล้านบาท มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่อันดับ 6 ของอุตสาหกรรม ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 5.60% จาก 2.08%
ทั้งนี้ ก่อนควบรวม บลจ.ยูโอบี มีสินทรัพย์รวม 8.2 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นกองทุนรวม 6.5 หมื่นล้านบาท กองทุนส่วนบุคคล 6,036 ล้านบาทและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 1.07 หมื่นล้านบาท ขณะที่บลจ.ไอเอ็นจี มีกองทุนรวม 4.41 หมื่นล้านบาท กองทุนส่วนบุคคล 4.08 หมื่นล้านบาทและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 5.35 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทจะอาศัยจุดแข็งของบริษัทแม่ในสิงคโปร์และเครือข่ายในภูมิภาคอีก 7 ประเทศ ในการสรรหาผลิตภัณฑ์การลงทุนเพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้า ขณะที่การลงทุนในตลาดหุ้นไทยจะเน้นบริหารกองทุนในเชิงรุก โดยหาโอกาสในการซื้อหุ้นในช่วงที่ตลาดตื่นตระหนกจนมีแรงขายเกินจริง ซึ่งพิสูจน์ได้จากผลดำเนินงานของกองทุนบริษัทสามารถทำผลงานติดกลุ่มอันดับที่ 1 ผลตอบแทนสูงจากทั้งหมด 4 กลุ่มในอุตสาหกรรม
“เป้าหมายของบริษัทจะเป็น บลจ.ชั้นนำในระดับภูมิภาค โดยให้ลูกค้ามั่นใจและวางใจให้เราบริหารเงินให้ไม่ว่าตลาดจะผันผวนอย่างไร” นายวนา กล่าว
น.ส.ณัชชา สุนทรธราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ สายพัฒนาธุรกิจ กล่าวว่า หลังควบรวมกิจการส่งผลให้บริษัทมีบัญชีลูกค้าแสนกว่าบัญชี รวมถึงช่องทางการตลาดผ่านตัวแทนจำหน่ายมากถึง 30 แห่ง และตัวแทนขายอิสระ 30 กว่าคน อีกทั้งกองทุนรวมของบริษัทมีความหลากหลายและครบถ้วนมากขึ้น
ปัจจุบันลูกค้าบุคคลและสถาบันของบริษัทอยู่ในสัดส่วนครึ่งๆ เท่ากัน โดยจากนี้จะขยายตลาดทั้งสองด้านไปพร้อมๆ กัน ทั้ง 3 ธุรกิจ ซึ่งคาดว่าบริษัทจะต้องเติบโตปีละ 30% เพื่อสู่เป้าหมายใน 3 ปี
สำหรับธุรกิจจัดการกองทุนส่วนบุคคลจะมีสายงานไพรเวท เวลธ์ มาดูแลกลุ่มลูกค้าสถาบันและลูกค้ารายใหญ่ เพื่อให้คำแนะนำและปรึกษาการลงทุน เพื่อบรรลุเป้าหมายของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้อย่างลงตัว ขณะที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะขยายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าเอกชนเพิ่มขึ้น เนื่องจากฐานลูกค้าเดิมที่มาจาก บลจ.ไอเอ็นจี มีฐานลูกค้าส่วนใหญ่เป็นรัฐวิสาหกิจจำนวนมาก
นอกจากนี้บริษัทมีเป้าหมายขยายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพิ่มมากขึ้น โดยจะเน้นกองทุนของภาคเอกชน เพราะมองว่ากองทุนภาคเอกชนมีตลาดใหญ่มาก ขณะเดียวกัน บริษัทจะมีการเพิ่มกองทุนที่เน้นการลงทุนในตราสารหนี้ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้ไทยที่เสนอขายในต่างประเทศ หรือตราสารหนี้ต่างประเทศที่เข้ามาจัดจำหน่ายให้กับนักลงทุนในประเทศ ซึ่งภายหลังควบรวมแล้วจะมีสาขาที่สรรหาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในแต่ละประเทศ เช่น ไต้หวัน จีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย และบรูไน เพื่อไปสู่เป้าหมายการเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนชั้นนำในภูมิภาค
นายกรวุฒิ ลีนะบรรจง กรรมการผู้จัดการ สายการลงทุน กล่าวว่า กลยุทธ์การลงทุนจากนี้จะนำส่วนดีของ 2 บลจ.มาปรับปรุง เพื่อสร้างกรอบการลงทุนและกระบวนการลงทุนให้มีประสิทธิภาพขึ้น เป้าหมายเพื่อสร้างผลตอบแทนกองทุนที่ดีกว่า จากทีมผู้จัดการกองทุนภายหลังควบรวมกิจการแล้วเพิ่มขึ้นมาเป็น 28 คน โดยเป็นผู้จัดการกองทุน 19 คน ซึ่งมีประสบการณ์การลงทุนมากกว่า 10 ปี
พร้อมกันนี้ยังคงเป้าดัชนีหุ้นไทยปีนี้ที่ 1,650 จุด เนื่องจากมองว่าแรงเทขายหุ้นในรอบ 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดจากการตื่นตระหนกที่จะชะลอและยกเลิกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของสหรัฐ ในขณะที่พื้นฐานไม่เปลี่ยน







