posttoday
แบงก์กรุงศรีฯ ในวันที่ซากุระผลิบาน

แบงก์กรุงศรีฯ ในวันที่ซากุระผลิบาน

04 กรกฎาคม 2556

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าธนาคารแห่งโตเกียวมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ (BTMU) ธุรกิจในเครือมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป

โดย...ดำรงเกียรติ มาลา

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าธนาคารแห่งโตเกียวมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ (BTMU) ธุรกิจในเครือมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป สถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดราว 8.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และยังเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายสำคัญของวาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่ของโลก มอร์แกน สแตนเลย์ จะเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นเชิงยุทธ์ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา แทนที่กลุ่มจีอีที่มีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ 25.33% ที่ขายหุ้นออกไป

แถลงการณ์ของกลุ่มทุนจากญี่ปุ่น ระบุเอาไว้ว่า นอกจากการซื้อหุ้นในส่วนของจีอีแล้ว BTMU จะทำข้อเสนอซื้อหุ้นของธนาคารในส่วนของผู้ถือหุ้นรายอื่นทั้งหมดแบบสมัครใจ ในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.นี้ ที่ราคาเดียวกับที่ยื่นซื้อจากกลุ่มจีอี 39 บาทต่อหุ้น สะท้อนความต้องการรวบอำนาจการบริหารให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดตามสไตล์นักรบซามูไร

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่อีกครั้งในรอบ 7 ปี ของแบงก์สีเหลืองอายุ 68 ปีแห่งนี้ หลังจากที่กลุ่มจีอีได้แจ้งความจำนงเข้าลงทุนซื้อหุ้นสามัญใหม่ในธนาคารกรุงศรีอยุธยาจำนวน 2,000 ล้านหุ้น สัดส่วนลงทุน 25% เมื่อปี 2549 ก่อนจะรับโอนทรัพย์สินของธนาคารจีอี มันนี่ เพื่อรายย่อย เข้ามารวมกันและเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 33% ในปีเดียวกัน

การเข้ามาปฏิวัติองค์กรแบบไทยแท้ให้มีวิธีบริหารจัดการแบบสากลของกลุ่มจีอี ส่งผลให้ธนาคารแห่งนี้มีการเติบโตของสินทรัพย์และผลกำไรอย่างก้าวกระโดด

ขนาดสินทรัพย์ขยายตัวจาก 6.47 แสนล้านบาท ในปี 2548 ขึ้นมาเป็น 1.1 ล้านล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 1/56 ที่ผ่านมา เช่นเดียวกับยอดสินเชื่อที่เติบโตจาก 4.5 แสนล้านบาท ขึ้นมาเป็น 8.3 แสนล้านบาท เรียกได้ว่าเติบโตขึ้นเกือบ 100%

การเติบโตอย่างรวดเร็วของธนาคารแห่งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเข้าซื้อกิจการอย่างต่อเนื่องของกลุ่มจีอี เริ่มจากการเข้าซื้อธนาคารเอไอจี เพื่อรายย่อย บริษัท เอไอจีคาร์ด บริษัท ซีเอฟจี เซอร์วิสเซส และจีอี มันนี่ ประเทศไทย ในปี 2552 และล่าสุดเป็นการเข้าซื้อธุรกิจสินเชื่อรายย่อยทั้งหมดจากธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย ในช่วงต้นปี 2555 จนทำให้แบงก์กรุงศรีฯ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านธุรกิจสินเชื่อรายย่อย และเป็นผู้ให้บริการบัตรเครดิตรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย

เมื่อเปรียบเทียบราคาหุ้นของธนาคารที่ 16 บาทต่อหุ้น ณ วันที่กลุ่มจีอีเข้ามาถือครอง กับราคาที่ BTMU ขอซื้อต่อที่ 39 บาทต่อหุ้น หากนำมาคำนวณจากจำนวนหุ้นที่กลุ่มจีอีถืออยู่ทั้งสิ้น 1,538,365,000 หุ้น เท่ากับว่าภายในเวลาเกือบ 7 ปี กลุ่มจีอีสามารถกอบโกยกำไรได้มากกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท ไม่นับรวมการขายหุ้นในสัดส่วน 7.6% ไปก่อนหน้านี้ และเงินปันผลที่ได้รับในแต่ละปี

ขณะที่ในส่วนของกลุ่มรัตนรักษ์ อีกหนึ่งผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 25% หากคำนวณภายใต้ฐานเดียวกันเทียบกับราคาหุ้นปัจจุบันที่ราว 36.50 บาทต่อหุ้น เท่ากับว่าสามารถทำกำไรได้แล้วไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาท ไม่นับรวมเงินปันผลในแต่ละปี

หากพิจารณาจากผลดำเนินงานที่สวยหรู ผลกำไรที่น่าพึงพอใจ ประกอบกับจุดแข็งด้านธุรกิจรายย่อยและเครือข่ายของธนาคารกรุงศรีฯ ซึ่งที่ผ่านมาถือเป็นจุดบอดของสถาบันการเงินญี่ปุ่นในไทย จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมกลุ่มทุนจากแดนอาทิตย์อุทัยที่มีจุดแข็งด้านสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะจากนักลงทุนญี่ปุ่น จึงเลือกปักธงทางธุรกิจในแผ่นดินไทยที่ธนาคารแห่งนี้

บล.ฟินันเซีย ไซรัส ประเมินว่า เมื่อมีการถ่ายโอนสินทรัพย์ของธนาคารแห่งโตเกียวมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ สาขากรุงเทพฯ มารวมกับธนาคารกรุงศรีฯ เสร็จ จะทำให้ขนาดสินทรัพย์ของธนาคารกรุงศรีฯ ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 1.52 ล้านล้านบาท ขณะที่ฐานสินเชื่อเพิ่มขึ้นเป็น 1.14 ล้านล้านบาท เงินฝากเพิ่มเป็น 9.5 แสนล้านบาท

การผลัดใบอีกครั้งของธนาคารกรุงศรีฯ ในครั้งนี้ ในภาพรวมแล้วเชื่อว่าน่าจะส่งผลดีต่อความแข็งแกร่งขององค์กรในระยะยาว เพราะจุดแข็งของทั้งกรุงศรีฯ ที่เด่นด้านธุรกิจรายย่อย และ BTMU ที่เด่นในธุรกิจลูกค้าเอสเอ็มอีและขนาดใหญ่ต่างเติมเต็มซึ่งกันและกันเหมาะเจาะ แม้ว่ากลุ่มจีอีจะไม่อยู่แล้ว แต่บุคลากรของกรุงศรีฯ ในวันนี้ก็ได้ซึมซับเอาองค์ความรู้ของกลุ่มจีอีมาอยู่ในดีเอ็นเอแล้วเช่นกัน

ในช่วงรอยต่อที่ BTMU จะยื่นข้อเสนอซื้อหุ้นของธนาคารในส่วนของผู้ถือหุ้นรายอื่นทั้งหมดแบบสมัครใจ ในเดือน พ.ย.ธ.ค.นี้ จึงน่าสนใจว่ากลุ่มรัตนรักษ์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งธนาคารและบริหารงานต่อเนื่องมากว่า 60 ปี จะตัดสินใจขายหุ้นในมือเพื่อแลกกับผลกำไรก้อนโต แล้วหันไปมุ่งขยายการเติบโตในธุรกิจอื่นๆ ภายใต้อาณาจักรรัตนรักษ์ ทั้งปูนซีเมนต์นครหลวง ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจสื่อโทรทัศน์ และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่นับไม่ถ้วน หรือเลือกที่จะรักษาสัดส่วนหุ้นที่ถือครองอยู่ต่อเพื่อเก็บกินผลกำไรระยะยาว

แต่หากดูจากการส่งสัญญาณในช่วงที่ผ่านมาของกลุ่มรัตนรักษ์ ทั้งการส่งจดหมายเวียนแจ้งให้พนักงานธนาคาร และคำยืนยันจากปากของ วีระพันธุ์ ทีปสุวรรณ ประธานกรรมการธนาคารกรุงศรีฯ ว่า กลุ่มรัตนรักษ์ก็จะไม่ลดจำนวนหุ้นที่ถือครองอยู่ แต่ยินดีเปิดรับให้สถาบันการเงินที่มีความสำคัญระดับโลก และมอร์แกน สแตนเลย์ เข้ามามีบทบาทสำคัญเป็นผู้นำที่จะต่อยอดสร้างผลงานของกรุงศรีฯ ให้โดดเด่น

สะท้อนว่า กลุ่มรัตนรักษ์จะไม่ลดจำนวนหุ้นที่ถือครองอยู่ โดยเลือกรักษาสัดส่วนหุ้นในธุรกิจที่เปรียบเสมือนแบรนด์ประจำตระกูลเอาไว้

ในกรณีเช่นนี้จะหมายความว่า สัดส่วนหุ้นที่ BTMU จะถือครองได้สูงสุดในอนาคตจะอยู่ที่ 75% เนื่องจากกลุ่มรัตนรักษ์จะรักษาโควต้าเดิมที่ 25% ส่วนการแบ่งงานบริหารเชื่อว่าทั้ง 2 กลุ่มน่าจะมีการเจรจากันเอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยที่กลุ่มรัตนรักษ์น่าจะยอมให้ญี่ปุ่นจัดทีมเข้ามารันธุรกิจในวิถีซามูไร โดยยังมีคนของตัวเองนั่งอยู่ในบอร์ดและคณะบริหารบางส่วน

โฉมหน้าทีมผู้บริหารและกลยุทธ์ใหม่ของธนาคารกรุงศรีฯ หลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร คงต้องรอเวลาชม

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล