
ตลาดตราสารหนี้เงินออก
ตลาดตราสารหนี้เผย 2 เดือน เงินออก 9 หมื่นล้านบาท “สมบัติ” หวั่นเฟดหดคิวอีเกินคาด กระทบหุ้น
ตลาดตราสารหนี้เผย 2 เดือน เงินออก 9 หมื่นล้านบาท “สมบัติ” หวั่นเฟดหดคิวอีเกินคาด กระทบหุ้น
นายนิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์ กรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวในงานสัมมนา MFC Finance Forum ครั้งที่ 13 เรื่อง “อัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาท...การลงทุน” จัดโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี ว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติได้ขายสุทธิออกจากตลาดตราสารหนี้ไทยไปแล้ว 9 หมื่นล้านบาท ทำให้การถือครองสุทธิของต่างชาติอยู่ที่ 7.7 แสนล้านบาท จากเคยถือครองสูงสุดที่ 8.6 แสนล้านบาท โดยส่วนใหญ่ยังลงทุนอยู่ในตราสารหนี้ระยะยาว
ทั้งนี้ เงินไหลออกหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณในมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) มาตั้งแต่เดือน พ.ค. และชัดเจนในเดือน มิ.ย. ว่าจะชะลอและเลิกคิวอีหลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้น โดยต้องรอดูประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป ซึ่งมีมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินคล้ายๆกับสหรัฐ
สำหรับการระดมทุนของภาคเอกชนผ่านตลาดตราสารหนี้ในครึ่งปีแรกมีมูลค่า 2 แสนล้านบาท และคาดว่าในครึ่งปีหลังจะไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท ส่งผลให้ทั้งปีแตะ 4 แสนล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่คาดไว้ 3 แสนล้านบาท
นายนิวัฒน์ กล่าวว่า แนวโน้มอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ในครึ่งปีหลังคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นจากปริมาณตราสารหนี้ของภาคเอกชนและผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่ปรับเพิ่มขึ้นจะหนุนให้ทิศทางผลตอบแทนเพิ่มขึ้นในตราสารระยะยาว ขณะที่ตราสารระยะสั้นยังถูกชี้นำด้วยอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 2.5% จึงต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป หากเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวอาจเห็นการลดดอกเบี้ย แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยคงทรงตัวไปอีกระยะ
“การลงทุนในตราสารหนี้ ต้องดูว่ากลุ่มไหนผลตอบแทนจะเพิ่มขึ้น เราก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะราคาตราสารหนี้จะลดลง จึงแนะนำให้ลงทุนในตราสารระยะสั้นก่อนจนกว่าจะเห็นผลตอบแทนในตราสารระยะยาวนิ่งแล้ว ขณะเดียวกันแนวโน้มผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะสั้นคงปรับขึ้น เพราะเชื่อว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงไม่ขึ้นดอกเบี้ย”นายนิวัฒน์ กล่าว
สำหรับการระดมทุนของโครงการน้ำของภาครัฐ ไม่ว่าจะเลือกออกพันธบัตรหรือกู้เงินธนาคารก็มีต้นทุนดอกเบี้ยสูงขึ้น เนื่องจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเดือน พ.ค. ปรับขึ้นมา 0.3-0.4% หลังจากสภาพคล่องหดหาย แต่การที่รัฐบาลจะกู้ยืมในช่วงแรกก่อนและค่อยออกพันธบัตรในช่วงหลังก็ทำให้ตลาดมีสินค้าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลตอบแทนสูงขึ้นก็อาจจูงใจให้นักลงทุนกลับเข้ามาลงทุนได้
ด้านนายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นในครึ่งปีหลังคาดว่าดัชนียังคงผันผวน โดยมองระดับสูงสุดของปีนี้ไม่น่าจะเกิน 1,550 จุด และโอกาสที่จะลงสู่ระดับ 1,400 จุดก็ยังมีอยู่ หากเฟดมีการปรับลดวงเงินคิวอีต่อเดือนจาก 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เหลือประมาณ 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน คงกระทบตลาดหุ้นไม่มากนัก เพราะเป็นไปตามตลาดคาด แต่หากปรับลงเหลือ 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน อาจกระทบหุ้น
ขณะเดียวกัน แนวโน้มค่าเงินบาทคาดว่าจะทรงๆ อยู่ระดับไม่เกิน 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยและดอกเบี้ยสหรัฐน่าจะต่ำสุดแล้ว และคาดว่าดอกเบี้ยไทยยังไม่ปรับขึ้นเร็ว
นอกจากนี้ สมาคมอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลจากโบรกเกอร์ เพื่อปรับลดเป้าดัชนีหุ้นไทยปีนี้ลง







