posttoday
มองย้อนไปในอดีต

มองย้อนไปในอดีต

03 กรกฎาคม 2556

โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ / https://www.facebook.com/VI.Kitichai

โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ / https://www.facebook.com/VI.Kitichai

ทิศทางขาขึ้นของตลาดหุ้นซึ่งมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นมาจากจุดต่ำสุดที่ 380.05 จุด เมื่อเดือน พ.ย. 2551 แล้วขึ้นต่อเนื่อง โดยเทียบกับเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่ 1,451.90 จุด หรือขึ้นมา 1,071.85 จุด คิดเป็น 280% ยิ่งถ้าเทียบกับจุดสูงสุดที่ 1,649.77 เมื่อวันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา ก็ขึ้นไปถึง 1,269.72 จุด คิดเป็น 334% ภายในเวลาเพียงประมาณ 4 ปีครึ่งเท่านั้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนทบต้น 37.6% นับว่าเป็นผลตอบแทนที่ดีมากในรอบ 19 ปี นับจากปี 2537 ที่ SET Index เคยไปทำจุดสูงสุดเมื่อเดือน ม.ค. ที่ 1,789.16 จุด ซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้นไทย นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2517 และเริ่มซื้อขายวันแรกเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2518

จริงๆ แล้วก่อนหน้านี้เรามี BSE (Bangkok Stock Exchange) เริ่มก่อตั้งในปี 2505 แต่ตอนนั้นยังเป็นของเอกชนอยู่ ซึ่งมีมูลค่าการซื้อขายที่ต่ำมากจากสถิติปี 2512 มีเพียง 114 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าการซื้อขายทั้งปีนะครับ ซึ่งหุ้นที่ติดอันดับมูลค่าซื้อขาย Top 20 รายวัน ยังมีมูลค่ามากกว่าหลายเท่าตัว นับว่าเป็นความสำเร็จระดับหนึ่งของคณะผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์และ ก.ล.ต. ที่ส่งเสริมให้บริษัทที่มีอนาคตดีเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และให้ความรู้แก่นักลงทุนผ่านหลายๆ ช่องทาง ทำให้นักลงทุนมีความสะดวกในการเข้าถึงข่าวสารข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนได้มากขึ้น กอปรกับเศรษฐกิจไทยช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมามีการเจริญเติบโตค่อนข้างดีอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นบ้างก็ตาม

ผมลองมาคำนวณดูผลตอบแทนโดยเฉลี่ย ถ้าท่านเริ่มลงทุนตั้งแต่ 30 เม.ย. 2518 โดยดัชนีฐานอยู่ที่ 100 จุด นั่นหมายถึงท่านได้ผลตอบแทน 1,357.90 บาท จากเงินลงทุน 100 บาท ในเวลาที่ผ่านมาประมาณ 38 ปี หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้น (Cagr) ที่ 7.29% ต่อปี เมื่อรวมกับเงินปันผลเฉลี่ยที่ 3.5% นั่นหมายความว่าท่านได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนแบบทบต้นเกือบ 11% ต่อปี นับว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ในการลงทุนประเภทอื่นๆ ยิ่งเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่เฉลี่ยประมาณ 4-5% เท่านั้น ยิ่งถ้าท่านสามารถลงทุนได้ถูกจังหวะ ผลตอบแทนยิ่งสูงกว่านี้

ช่วงนั้นเศรษฐกิจไทยฟู่ฟ่ามาก มีการเก็บกำไรกันมาก มีการกู้ยืมเงินตราต่างประเทศเข้ามามาก เพราะว่าในขณะนั้นอัตราดอกเบี้ยในประเทศสูงมากเมื่อเทียบกับอัตราเงินกู้จากต่างประเทศ มีการก่อสร้างอาคารสำนักงาน คอนโด สร้างสนามกอล์ฟมากมาย เพื่อสนองตอบความต้องการจากนักลงทุน นักเก็งกำไร และ Real Demand ที่มีมากมาย |มีการจับเสือมือเปล่ามากมาย ราคาที่ดิน คอนโด สมาชิกสนามกอล์ฟ หุ้น พุ่งขึ้นอย่างมากมาย จนในที่สุดฟองสบู่|ฟองใหญ่ก็แตก ค่าเงินบาทที่เคยติดตรึงกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่ 27 บาท ก็พุ่งไปถึง 50 ปลายๆ เกือบ 60 บาท/ดอลลาร์ นักธุรกิจที่กู้เงินนอกเข้ามา หนี้ที่เคยมีอยู่ก็เพิ่มขึ้น 2 เท่ากว่าๆ เจ้าหนี้ต่างประเทศที่เคยอ้อนวอนให้ธุรกิจไทยมากู้ก็เรียกเงินกู้คืน เข้าสำนวนที่คนชอบนินทาธนาคารว่า เวลาแดดออกก็รีบเอาร่มมาให้ แต่พอฝนตกหนักๆ กลับ|ทวงร่มคืน ฉันใดก็ฉันนั้น สภาพคล่องของธุรกิจต่างๆ ตึงตัวมาก รวมทั้งนักเก็งกำไรก็สิ้นเนื้อประดาตัว จากการที่ราคาทรัพย์สินต่างๆ ที่ไปลงทุนไว้ลดลงอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย

ยิ่งนักเก็งกำไรที่ใช้สินเชื่อในการเก็งกำไรอาจถึงขั้นล้มละลาย ผมเองช่วงนั้นก็แย่เหมือนกัน ถึงแม้ไม่ได้ลงทุนในช่วงที่ Peak ที่สุดก็ตาม ทำเอาทรัพย์สินที่สะสมมาจากการทำการค้าตั้งแต่อายุ 12 ขวบ หายไปเยอะเหมือนกัน แต่โชคดีที่ผมตัดสินใจล้างหนี้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นหนี้มาร์จิ้นหุ้น หนี้จำนองคอนโดที่ผมอาศัยอยู่ โดยขายทรัพย์สินที่ไม่จำเป็นทิ้ง ตัดขาดทุน หุ้นที่ถืออยู่ เพราะช่วงนั้นดูแล้วมืดมนมาก ไม่รู้ว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวเมื่อไร ถ้าตอนนั้นผมไม่รีบเคลียร์หนี้ ผมคงเป็นหนึ่งในคนที่ล้มละลายในวัฏจักรเศรษฐกิจรอบนั้นเป็นแน่ คิดแล้วขนหัวยังลุกอยู่เลยครับ จริงอย่างที่โฆษณาของการลงทุนทุกชิ้นที่ต้องมีหมายเหตุว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง...” ท่านผู้อ่านคงเห็นแล้วนะครับว่า การลงทุนในตลาดหุ้น บางจังหวะเหมือนกับท่านกำลังนั่งรถไฟตีลังกา ดังนั้นท่านควรจะมีเครื่องมือและความรู้ในการลงทุนให้ดีและมากพอ พร้อมทั้งติดตามข่าวสารข้อมูลให้ทันต่อเหตุการณ์ เพื่อ Maximize Profit และ Minimize Loss นะครับ

ขอแนะนำให้นักลงทุนที่มีหุ้นเต็มพอร์ตลดพอร์ตลงครึ่งหนึ่ง เพื่อเก็บสภาพคล่องไว้ช้อนหุ้น ในช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. โดยฉบับหน้าผมจะมาบอกเหตุผลให้ทราบครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท