posttoday
ธุรกิจไทย "ต้องกล้า" กลยุทธ์พิชิตตลาดอินเดีย

ธุรกิจไทย "ต้องกล้า" กลยุทธ์พิชิตตลาดอินเดีย

03 กรกฎาคม 2556

โดย...ณัฐวรรณ ฉลองขวัญ

โดย...ณัฐวรรณ ฉลองขวัญ

“ตลาดอินเดียไม่ใช่ตลาดที่เจาะยาก แต่ไทยต้องเปลี่ยนทัศนคติจากที่เดิมที่กล้าๆ กลัวๆ ให้มีความกล้ามากกว่าความกลัว เมื่อทลายกำแพงความกลัวได้ ก็จะเปิดใจและเข้าถึงตลาดอินเดียได้ เพราะอย่าลืมว่า หากธุรกิจไทยเจาะตลาดนี้ นั่นหมายถึงตลาดขนาดใหญ่ระดับ 1,200 ล้านคน หรือใหญ่กว่าตลาดอาเซียน 2 เท่า” ดาโต๊ะสาธิต เซกัล ประธานสมาคมธุรกิจไทยอินเดีย สะท้อนมุมมองที่นักธุรกิจไทยต้องหันมาฟัง

ความกลัวเป็นอุปสรรคสำคัญของธุรกิจไทยในการที่จะชิงส่วนแบ่งตลาดแดนภารตที่มีประชากรมากอันดับ 2 ของโลก และกำลังกลายเป็น “บลูโอเชี่ยน” สำคัญ หากไทยเลิกที่จะกลัวความเป็น “อินเดีย สไตล์” ซึ่งการทำตลาดในอินเดียสิ่งสำคัญ คือ ต้องรวมกันในรูปแบบคลัสเตอร์ หรือผู้ประกอบการรายใหญ่อุ้มรายเล็ก คือ ให้รายใหญ่เป็นทัพหน้า เพราะเงินทุนและสายป่านยาวกว่า ซึ่งเมื่อรายใหญ่มาเปิดตลาดได้แล้ว ก้าวต่อไปคือโอกาสของเอสเอ็มอี เช่น บริษัทประกอบเฟอร์นิเจอร์ บริษัทผลิตชิ้นส่วนรายย่อย ที่จะช่วยกันทำให้ธุรกิจไทยในอินเดียสามารถให้บริการแบบครบวงจร และไม่สูญเสียตลาดให้กับทุนจากประเทศอื่น

ปัจจุบัน เพราะเคยชินกับการรับรู้และความเชื่อแบบเดิมๆ

โดยเฉพาะคนอินเดียที่ดูน่ากลัวและไม่เป็นมิตรปัจจุบัน มูลค่าการลงทุนไทยในประเทศอินเดียมีอยู่ประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยบริษัทรายใหญ่ที่มาเปิดซิงตลาดอินเดียไปแล้ว คือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร ปูนซีเมนต์ไทย ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ พฤกษา เรียลเอสเตท เป็นต้น

อนุสรณ์ มุทราอิศ กรรมการ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการระบบไฟฟ้าในอินเดีย กล่าวว่า โอกาสมีอยู่เสมอขอแค่อย่ากลัวการในประเทศ ซึ่งปัจจุบันธุรกิจไทยยังมีความกังวลในการไปเปิดตลาดในต่างประเทศค่อนข้างมาก ทำให้เสียโอกาสตลาดขนาดใหญ่ และกำลังขยายตัวต่อเนื่องจากการที่รัฐบาลอินเดียพยายามเปิดเสรีด้านการค้าและลงทุนโครงข่ายคมนาคมขนาดใหญ่ เพื่อดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศให้มากที่สุด สำหรับเดลต้านั้นได้ลงทุนในอินเดียไปแล้ว 100 ล้านเหรียญสหรัฐ มีโรงงาน 3 แห่งในประเทศอินเดีย ปัจจุบันยังลงทุนต่อเนื่องปีละ 50 ล้านเหรียญสหรัฐ ครองส่วนแบ่งสูงสุดในตลาดอินเดีย และมียอดขายปีที่ผ่านมา 25 ล้านเหรียญสหรัฐ มีกำไร 4,000 ล้านบาท

นฤทธิ์ ธรรมธัญญารักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ (อินเดีย) หรือซีพี อินเดีย กล่าวว่า ตลาดอินเดียมีถึงข้อดีของตลาดอินเดียที่น่าลงทุนว่า ตลดอนเดย

ประชากรสูงถึง 1,200 ล้านคน ดังนั้นนักลงทุนไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง เพราะถือเป็นตลาดที่ใหญ่มาก รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติยังมีอยู่สูงมาก โดยซีพี อินเดีย ประกอบ 2 ธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจอาหารสัตว์ ที่ซีพีเป็นหนึ่งในผู้นำการผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์บกและสัตว์น้ำในประเทศ มีผลิตภัณฑ์ที่สำคัญ คือ อาหารไก่ และอาหารกุ้ง ธุรกิจการเลี้ยงสัตว์ ทั้ง ฟาร์มเพาะพันธุ์สัตว์ และฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ซึ่งผลิตภัณฑ์หลัก คือ ลูกไก่พ่อแม่พันธุ์เนื้อ ลูกไก่เนื้อและไก่มีชีวิต มีพนักงานทั้งหมด 4,200 คน เป็นคนไทย 183 คน ส่วนในปี 2557 ซีพี อินเดีย ยังมีแผนลงทุนเพิ่มอีก 500 ล้านบาท เพื่อขยายโรงงานผลิตในเมืองนาสิก ตั้งเป้าเพิ่มกำลังผลิตลูกไก่เนื้อเป็น 1 ล้านตัว ภายใน 5 ปี จากปัจจุบันผลิตอยู่ที่ 6 แสนตัวต่อปี

อุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ไม่เพียงแต่ตลาดอินเดียเท่านั้นที่เป็นโอกาสของนักลงทุนไทย ในทางกลับกัน ก็เป็นโอกาสของประเทศไทยเองที่จะดึงเม็ดเงินลงทุนจากทุนอินเดีย ในช่วงที่กำลังจะก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่ทุนอินเดียกำลังต้องการประเทศที่เป็น “ฮับ” ของภูมิภาคนี้

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน