
ศศป.รวมกลุ่มซีแอลเอ็มวี
ร่วมใช้วัตถุดิบผลิตสินค้าหัตถกรรมขยายตลาดต่างประเทศตั้งรับเออีซี
ร่วมใช้วัตถุดิบผลิตสินค้าหัตถกรรมขยายตลาดต่างประเทศตั้งรับเออีซี
ศ.ศ.ป.ผุดโครงการฯ ใช้วัตถุดิบในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ผลิตสินค้าหัตถกรรมขยายตลาดร่วมกันรับเออีซี
นางพิมพาพรรณ ชาญศิลป์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (ศ.ศ.ป.) เปิดเผยว่า ศ.ศ.ป.เตรียมแผนงานโครงการใช้วัตถุดิบร่วมกันในกลุ่มประเทศ ซีแอลเอ็มวี (CLMV) กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม โดยโครงการแรกที่จะทำร่วมกันใน 3 ประเทศ คือ เกาหลี ลาว และไทย โดยจะใช้วัตถุดิบร่วมกันใน สองประเทศหลัง เพื่อผลิตสินค้ากลุ่มเครื่องจักสานทำตลาดในเกาหลีใต้ เป็นต้น
ขณะที่ในเดือน ก.ค.-ส.ค.นี้ ศ.ศ.ป.ยังมีแผนร่วมกับประเทศพม่า และบริติช เคานซิล สหราชอาณาจักร เพื่อขยายตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์หัตถกรรมแปรรูป และตลาดต่างประเทศร่วมกันเป็นครั้งแรกด้วย โดยโครงการฯ ดังกล่าว เริ่มตั้งแต่ปี 2556-2558 ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของกลุ่มสมาชิกชุมชนผู้ผลิตสินค้าหัตถกรรมของไทยที่ปัจจุบันมีอยู่ราว 900 กลุ่ม เพื่อรองรับการขยายตลาดไปยังอาเซียน เมื่อเข้าสู่เศรษฐกิจประชาคมอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 นี้
นอกจากนี้ ศ.ศ.ป.ยังให้ความสำคัญในการทำตลาดกลุ่มสินค้าหัตถกรรมสีเขียว หรือกรีนคราฟท์ โดยนำร่องโครงการฯ ใน 4 ชุมชน ซึ่งแต่ละชุมชนมี 20 ครัวเรือน หรือรวม 80 ครัวเรือน ครอบคลุมทุกภาคของประเทศ คือ ภาคเหนือ และภาคอีสานจะเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้า ภาคกลางกลุ่มเครื่องปั้นดินเผา และภาคใต้กลุ่มเครื่องจักสาน เป็นต้น
สำหรับโครงการฯ นี้เริ่มอย่างจริงจังเมื่อปี 2555 เพื่อรองรับการขยายตลาดระหว่างประเทศ จากแนวโน้มความต้องการกลุ่มสินค้าหัตถกรรมที่ผลิตขึ้นจากกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยกลุ่มชุมชนผู้ผลิตภัณฑ์สินค้ากรีนคราฟท์ เริ่มตั้งแต่การใช้วัสดุหรือวัตถุดิบที่ปราศจากสารเคมีเพื่อผลิตเป็นสินค้าหัตถกรรมต่างๆ อาทิ ฝ้าย ป่าน เพื่อถักทอเป็นเส้นด้ายผลิตเป็นผืนผ้า หรือ ดินเผา และเครื่องจักสานต่างๆ ที่ผลิตจากผักตบชวา เชือกกล้วย ปอ ฯลฯ
ทั้งนี้ แนวคิดโครงการฯ ดังกล่าว มาจากชุมชนที่เป็นสมาชิกซึ่งได้ผลิตสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตัวแรก คือ สำลีจากฝ้ายออร์แกนิกที่ไม่มีสารเคมีหรือสารเรืองแสง ซึ่งแม้ว่าวัตถุดิบฝ้ายออร์แกนิกจะมีราคาแพงกว่า 1 เท่าตัว แต่ก็มีตลาดรองรับทั้งในและต่างประเทศ โดย ศ.ศ.ป.เตรียมเชิญผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาร่วมวางแผนการทำตลาดไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดญี่ปุ่นที่ชื่นชอบผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไทยอย่างมาก
“ในช่วงที่ผ่านมา กลุ่มชุมชนที่เข้าร่วมเป็นสมาชิก ศ.ศ.ป. ซึ่งมีการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์หัตถกรรมและการทำตลาดร่วมกัน พบว่ามียอดขายหรือรายได้เติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 50%” นางพิมพาพรรณ กล่าว







