
กลับมาสู่ปัจจัยพื้นที่ฐาน
ทันทีที่สหรัฐรายงานเศรษฐกิจในไตรมาสแรกในคืนวันที่ 26 มิ.ย. ว่า ขยายตัวเพียง 1.8% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดมาก และที่สำคัญคือต่ำกว่ากรอบล่างของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ที่ตั้งเป้าขยายตัว 2.32.6% ที่ถือเป็นเงื่อนไขในการถอนมาตรการ QE ปลายปีนี้ ตลาดหุ้นทั่วโลกตอบรับเป็นบวกเพราะคาดหวังว่ามาตรการ QE จะยังคงอยู่ต่อไป
ทันทีที่สหรัฐรายงานเศรษฐกิจในไตรมาสแรกในคืนวันที่ 26 มิ.ย. ว่า ขยายตัวเพียง 1.8% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดมาก และที่สำคัญคือต่ำกว่ากรอบล่างของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ที่ตั้งเป้าขยายตัว 2.32.6% ที่ถือเป็นเงื่อนไขในการถอนมาตรการ QE ปลายปีนี้ ตลาดหุ้นทั่วโลกตอบรับเป็นบวกเพราะคาดหวังว่ามาตรการ QE จะยังคงอยู่ต่อไป
สำหรับตลาดหุ้นไทย ดัชนีตลาดหยุดการปรับลงในวันที่ 24 มิ.ย. ที่ระดับ 1,364.09 จุด ต่างชาติเริ่มกลับมาซื้อสุทธิตั้งแต่วันที่ 27 มิ.ย. รวมทั้งมีสถานะเป็นซื้อสุทธิในตลาดฟิวเจอร์สและตลาดพันธบัตรด้วย แต่น่าสังเกตว่าค่าเงินบาทแทนที่จะแข็งค่าแต่ยังคงทรงๆ อยู่บริเวณ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ดังนั้น การปรับขึ้นของตลาดหุ้นในระยะนี้ยังบอกไม่ได้ชัดเจนว่าจะกลับเป็นขาขึ้นไปเลย หรือเป็นเพียงการรีบาวด์หลังจากร่วงมาแรง ประกอบกับการซื้อฟิวเจอร์สของต่างชาติวันละกว่า 2,000 สัญญาในช่วงปลายเดือน จากก่อนหน้านั้นซื้อขายในหลักไม่กี่ร้อยสัญญา ส่วนหนึ่งเป็นเหตุผลของการ Roll Over คือ ขายสัญญาที่ใกล้หมดอายุและไปซื้อสัญญาของเดือนถัดไปแทน รวมถึงมีแรงซื้อของกองทุนในประเทศจากการทำปิด Window Dressing การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในช่วงต้นเดือน ก.ค.เป็นต้นไป น่าจะสะท้อนทิศทางได้เป็นธรรมชาติมากกว่า
สถานการณ์ปัจจุบันที่ตลาดตอบรับเป็นบวกเมื่อตัวเลขเศรษฐกิจแย่ลง และตอบรับเป็นลบเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น เป็นภาวะที่ผิดปกติและไม่ยั่งยืน ขณะที่สภาพคล่องส่วนเกิน (QE) หากอยู่นานเกินไป กลับจะทำร้ายเศรษฐกิจที่แท้จริงให้ไม่สามารถเดินได้ด้วยตัวเอง ต้องพึ่งพาตัวช่วยตลอดเวลา การค่อยๆ ถอนเม็ดเงินส่วนเกินออกจากระบบ จึงเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจทั่วโลกในระยะยาว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจในเอเชียที่ไม่ต้องเผชิญเงินร้อนไหลเข้ามาเก็งกำไรในสินทรัพย์ต่างๆ และทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์กลับเข้าสู่สมดุลตามอุปสงค์และอุปทาน และเมื่อสภาพคล่องส่วนเกินหายไป ทุกอย่างจะกลับมาสู่ปัจจัยพื้นฐานที่ควรจะเป็น
กลุ่มธนาคารและกลุ่มบ้านเป็นกลุ่มที่ปรับลงแรงที่สุดในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สำหรับกลุ่มธนาคารนั้น นักวิเคราะห์ของเราได้ทดลองใส่ความเสี่ยงเพิ่มเข้าไปในสมมติฐาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินเชื่อที่มีโอกาสชะลอ หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น ตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้น เราพบว่ากำไรของกลุ่มแบงก์มีความเสี่ยงที่จะปรับลงจากประมาณการในปัจจุบันอีกเพียง 7% โดยแบงก์ที่ปลอดภัยจากความเสี่ยงดังกล่าวคือ BBL, KTB และ TISCO แต่โดยรวมแล้วราคาหุ้นกลุ่มแบงก์ในปัจจุบันถือว่าได้สะท้อนความเสี่ยงหมดแล้ว เพราะราคาหุ้นที่ปรับลงเฉลี่ย 20% จากจุดสูงสุดในเดือน พ.ค. ทำให้ PBV ปรับลงเหลือเพียงเฉลี่ย 1.7 เท่า ถูกสุดในรอบเกือบ 2 ปี หุ้นที่นักวิเคราะห์ของเราชอบที่สุดยังคงเป็น KBANK (ราคาพื้นฐาน 240 บาท) และ KTB (ราคาพื้นฐาน 30.50 บาท)
กลุ่มบ้าน แม้ยอดจองคอนโดที่เปิดใหม่ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน มิ.ย. จะไม่ได้สูงมากเหมือนช่วงต้นปี แต่ยอดจองที่ระดับ 2036% ก็ถือว่าไม่ได้แย่นักเมื่อเทียบกับทำเลและราคา และยังไม่มีสัญญาณว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคชะลอ เรากลับเห็นว่าความต้องการที่อยู่อาศัยยังแข็งแกร่งหากสินค้าตอบโจทย์ลูกค้าได้ และราคาโดยรวมสูงขึ้น แต่แนวโน้มยอดจอง (Presales) ในไตรมาส 2/2556 น่าจะชะลอทั้ง QQ และ YY เพราะเปิดโครงการใหม่ค่อนข้างน้อย แต่กำไรน่าจะดีขึ้นทั้ง QQ และ YY และดีไปถึงไตรมาส 4/2556 ราคาหุ้นกลุ่มบ้านที่ปรับลงแรง ทำให้ P/E เฉลี่ยลดลงเหลือเพียง 11.5 เท่า ต่ำสุดในรอบเกือบ 2 ปี ขณะที่คาดว่ากำไรในปีนี้จะเติบโต 21% เราจึงยังชอบกลุ่มนี้ โดยมีหุ้นที่ชอบคือ SIRI (พื้นฐาน 6 บาท) PS (พื้นฐาน 38 บาท) และ LPN (พื้นฐาน 26.80 บาท)
กลุ่มรับเหมา คำตัดสินของศาลปกครองกลางที่ให้รัฐบาลทำประชาพิจารณ์ก่อนค่อยเซ็นสัญญากับผู้รับเหมาในโครงการน้ำ เป็นเหตุให้โครงการต้องล่าช้าออกไป อาจเป็นบรรทัดฐานให้โครงการ 2 ล้านล้านบาท ต้องล่าช้าไปด้วย แต่ความล่าช้าดังกล่าวไม่กระทบประมาณการกำไรที่เราคาดไว้ในปี 2556-2557 เพราะไม่ได้รวมในประมาณการอยู่แล้ว ปัจจุบันผู้ประกอบการแต่ละรายมีงานในมือสูงเป็นประวัติการณ์ รองรับรายได้ไปอีก 3-4 ปีข้างหน้า และยังมีงานประมูลอื่นๆ อีกในอนาคต หุ้นที่ชอบเป็นหุ้นรับเหมาขนาดใหญ่ทั้ง STEC (พื้นฐาน 33.50 บาท) CK (พื้นฐาน 36 บาท) และ ITD (พื้นฐาน 9.50 บาท) (หมายเหตุ : FSS เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น IPO ของ CKP ซึ่ง CK เป็นผู้ถือหุ้นรายหนึ่งของ CKP)







