
ความผันผวนระลอกสอง
สัปดาห์นี้ ทางสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเดิมระหว่าง 30.90-31.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่าเป็นกรอบที่ยังอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า เราคาดว่าโมเมนตั้มการซื้อขายจะยังอยู่ใน Theme ที่ต่อเนื่องจากช่วงก่อนหน้า คือ มีปัจจัยเรื่องของการลดขนาดมาตรการ QE เป็นปัจจัยผลักดันหลักในการซื้อขายของตลาด
สัปดาห์นี้ ทางสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเดิมระหว่าง 30.90-31.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่าเป็นกรอบที่ยังอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า เราคาดว่าโมเมนตั้มการซื้อขายจะยังอยู่ใน Theme ที่ต่อเนื่องจากช่วงก่อนหน้า คือ มีปัจจัยเรื่องของการลดขนาดมาตรการ QE เป็นปัจจัยผลักดันหลักในการซื้อขายของตลาด
ดังนั้น ช่วงนี้ผู้ประกอบการและนักลงทุนจึงจำเป็นต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐอย่างใกล้ชิด เพราะหนึ่งในคำใบ้ที่เฟดได้ส่งสัญญาณไว้หลังการประชุม FOMC ครั้งก่อนก็คือ “มีความเป็นไปได้ที่จะเข้าเกียร์ถอยมาตรการ QE หากเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวตามที่เฟดคาดและประมาณการไว้”
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินยังมีเรื่องให้ต้องกังวลเพิ่มเติม หลังจากปัญหาการขาดสภาพคล่องระหว่างธนาคารพาณิชย์ในจีนเป็นเหมือนเรื่องเคราะห์ซ้ำกรรมซัดให้สินทรัพย์ทั่วเอเชียดูมีความน่าลงทุนน้อยลงสำหรับนักลงทุนต่างชาติ การขาดสภาพคล่องในจีนเป็นผลจากความต้องการกู้ยืมระยะสั้นมีค่อนข้างมาก แต่ธนาคารกลางจีนกลับไม่ต้องการอัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มเติม เพราะกังวลว่าอาจสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพโดยรวมได้ หากมีการผ่อนคลายมากจนเกินไป
นอกจากนี้ ยังเป็นการแสดงว่าธนาคารกลางจีนต้องการจะดัดนิสัยธนาคารที่ทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูงให้ดูแลตัวเองในด้านสภาพคล่องมากขึ้น ประเด็นดังกล่าวทำให้นักลงทุนกังวลไปถึงภาพรวมของเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัวลงเพิ่มเติมได้ สำหรับอีกประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจอย่างมากและเป็นประเด็นต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้า คือ ความเป็นไปได้ในการลดขนาดการเข้าซื้อสินทรัพย์ของเฟด
ในสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดมีความผันผวนมาก เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจส่งผลให้การคาดการณ์ของตลาดเปลี่ยนแปลงแบบเป็นรายวัน โดยข้อมูลที่ออกมาดีกว่าตลาดคาดเป็นอย่างมาก ได้แก่ ดัชนีราคาบ้านจาก S&P/CaseShiller ความเชื่อมั่นผู้บริโภค และคำสั่งซื้อสินค้าคงทน หนุนความคิดเรื่องการลด QE แต่ความคิดนี้ต้องมาสะดุดลง หลังจากตัวเลข GDP สหรัฐฯ สำหรับไตรมาสที่ 1 ปี 2556 ออกมาน่าผิดหวัง เนื่องจากต่ำกว่าการประมาณการครั้งก่อนหน้าเป็นอย่างมาก โดยขยายตัวเพียง 1.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากที่คาดไว้ 2.4% ถึงแม้ว่าข้อมูล GDP จะไม่ได้เป็นข้อมูลที่มองไปข้างหน้า แต่ก็เป็นการบ่งชี้ว่า ผู้กำหนดนโยบายอาจจะมีมุมมองในแง่ดีจนเกินไปเกี่ยวกับสถานการณ์ของเศรษฐกิจท่ามกลางการตัดการใช้จ่ายของรัฐบาลสหรัฐฯ ตัวเลขที่ออกมาน่าผิดหวังดังกล่าวจึงถือเป็นแรงสนับสนุนความต่อเนื่องของมาตรการ QE
สำหรับภาวะของหุ้นกู้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ในตลาดแรกมีการออกขายหุ้นกู้กลุ่มปิโตรเคมี และกลุ่มอาหาร อายุ 5-12 ปี อันดับเครดิต A+ สำหรับนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ ประมาณ 4.5 พันล้านบาท
ขณะที่มีการออกหุ้นกู้กลุ่มอสังหาฯ อายุ 2 ปี อันดับเครดิต BB+ เพื่อเสนอขายนักลงทุนทั่วไป จำนวน 2 พันล้านบาท และหุ้นกู้กลุ่มธนาคาร อายุ 2-3 ปี เสนอขายประมาณ 7.5 พันล้านบาท สำหรับการซื้อขายในตลาดรองถือค่อนข้างเงียบ หุ้นกู้ที่มีปริมาณการซื้อขายกันส่วนใหญ่เป็นกลุ่มหุ้นกู้อายุประมาณ 1 ปี อันดับความน่าเชื่อถือ A โดยอัตราผลตอบแทนที่ซื้อขายปรับตัวลดลง 23 bps ส่วนกลุ่มอายุประมาณ 2 ปี อันดับความน่าเชื่อถือ A อัตราผลตอบแทนปรับลดลงเล็กน้อย 12 bps รวมถึงกลุ่มอายุประมาณ 36 เดือน อันดับความน่าเชื่อถือ AA อัตราผลตอบแทนปรับลดลงเล็กน้อยเช่นกันประมาณ 12 bps การปรับลดลงของอัตราผลตอบแทนหุ้นกู้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล หลังจากที่เห็นแรงซื้อกลับของนักลงทุน เนื่องจากผ่อนคลายความกังวลเรื่องการถอนมาตรการ QE และปัญหาเรื่องสภาพคล่องในจีนลงบ้าง
สำหรับค่าเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมาเปิดตลาดที่ 31.13 และเคลื่อนไหวอยู่ในระดับที่สูงกว่า 31 เกือบตลอดสัปดาห์ โดยปัจจัยหลักยังคงเป็นเรื่องของความกังวลต่อการลดขนาดการเข้าซื้อสินทรัพย์ของเฟดอยู่ ในสัปดาห์นี้ มีการประกาศตัวเลขการส่งออกสำหรับเดือน พ.ค. จากกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งออกมาแย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยหดตัวมากถึง 5.25% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่หากมองการส่งออกของ 5 เดือนแรกในปีนี้ จะพบว่า การส่งออกขยายตัวเพียง 1.86% จากปีก่อน ต่ำกว่าเป้าหมายทั้งปีของกระทรวงพาณิชย์ที่ 77.5% ขณะที่การขาดดุลการค้าโดยรวมจากต้นปี อยู่ที่ 1.39 หมื่นล้านบาท ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้เงินบาทอาจอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าอยู่ในระยะนี้
นอกจากนี้ การประกาศภาวะเศรษฐกิจรายเดือนของแบงก์ชาติยังเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยไม่ได้ดูดีอย่างที่หลายฝ่ายเคยคาดไว้ ข้อมูลเดือน พ.ค. บ่งชี้ว่า ทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงการผลิตหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ส่งสัญญาณว่า GDP ในไตรมาส 2 ของปี อาจดูไม่ได้ดีนัก นอกจากนี้หลายสถาบันยังออกมาหั่นการประมาณการ GDP สำหรับปีนี้ลง อาทิ กระทรวงการคลังปรับลดการคาดการณ์ลงมาอยู่ที่ 4.5% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 4.8% ขณะที่สภาพัฒน์ คาดว่า GDP จะขยายตัว 4.7% จากที่เคยคาดว่า 5% นอกจากนี้แบงก์ชาติเองยังบอกว่าจะออกมาลดการประมาณการเช่นกัน ณ วันศุกร์ เหรียญสหรัฐ/บาท อยู่ที่ระดับ 30.94 (เวลาประมาณ 18.30 น.)
ค่าเงินยูโร เปิดตลาดที่ระดับ 1.3115 และเคลื่อนไหวในกรอบที่ต่ำกว่าสัปดาห์ก่อน หลังจากนักลงทุนเพิ่มความต้องการถือเงินเหรียญสหรัฐอย่างต่อเนื่อง ตามการเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุนในตลาดการเงินโลก จึงเป็นแรงกดดันค่าเงินยูโรเอาไว้ ขณะที่พันธบัตรในยูโรโซนเผชิญกับแรงเทขาย หลังจากที่อิตาลีและสเปนออกประมูลขายพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี จำนวน 7.6 พันล้านยูโร ทำให้อัตราผลตอบแทนปรับขึ้นตัวสูงขึ้นกว่าประมาณ 1% จากจุดต่ำสุดในเดือนพฤษภาคม นอกจากนี้ นาย Mario Draghi ประธานอีซีบี ออกมากล่าวว่า เศรษฐกิจยูโรโซนยังคงอ่อนแอและยืนยันว่าจะใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไป ส่งผลให้เริ่มมีการคาดการณ์เรื่องการผ่อนคลายเพิ่มเติมอีกครั้ง และ ปลายสัปดาห์เงินยูโรอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับ 1.3070 ยูโรต่อเหรียญสหรัฐ (เวลาประมาณ 18.30 น.)
ค่าเงินเยน เปิดตลาดที่ระดับ 97.84 และเคลื่อนไหวในกรอบที่กว้างและอ่อนค่ากว่าสัปดาห์ก่อนหน้า การประกาศข้อมูลของสหรัฐถือว่ามีผลต่อการซื้อขายในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นอย่างมาก โดยความต้องการเงินเยนที่มีฐานะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยปรับลดลงหลังจากเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เป็นแรงหนุนให้เงินดอลลาร์ปรับแข็งค่าและเงินเยนอ่อนค่า ณ วันศุกร์ อยู่ที่ระดับ 99.02







