
สรุปข่าวการตลาด
สินค้าปรับกลยุทธ์เร่งยอด
สินค้าปรับกลยุทธ์เร่งยอด
สภาพเศรษฐกิจครึ่งปีแรกไม่ดีนัก กำลังซื้อและดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง ทำให้สินค้าในหลายกลุ่มพลาดเป้า เป็นปัจจัยให้ผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า ต้องปรับกลยุทธ์เพื่อกระตุ้นยอดขาย นำทีมโดยบริษัท สหพัฒนพิบูล ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในเครือสหพัฒน์ได้วางแผนการตลาดในช่วงครึ่งปีหลังนี้ โดยรักษาการลด แลก แจก แถม ให้มีอย่างต่อเนื่อง และมีการปรับเป้าเติบโตจาก 18% เหลือ 12% จากปีที่ผ่านมามีรายได้ 2.7 หมื่นล้านบาท
ขณะที่กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าจะเน้นจัดโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อให้เร็วขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่ง่ายมากขึ้น ส่วนหนึ่งยังมาจากการเตรียมเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบทีวีดิจิตอล ที่มีผลให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อเช่นเดียวกัน ขณะที่กลุ่มบริษัทขายตรงครึ่งปีแรกกำลังซื้อผู้บริโภคลดและส่งผลต่อยอดขายโดยรวมเช่นกัน จึงต้องเพิ่มความถี่การจัดกิจกรรมมากขึ้น แต่หลายฝ่ายเชื่อว่าเศรษฐกิจไม่ได้แย่ ดังนั้น กำลังซื้อน่าจะกลับมาดีขึ้นในครึ่งปีหลัง โดยจะเริ่มต้นด้วยการจัดลดราคากลางปี แต่ก็ต้องระวังการแข่งขันที่รุนแรงทำให้การลด แลก แจก แถม ที่มีอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว ไม่สามารถกระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้
อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลใจจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ที่จะกระทบถึงเศรษฐกิจไทยแน่นอน โดยเฉพาะภาคส่งออก ซึ่งไทยต้องหันมาพึ่งพาตัวเองมากขึ้น และรัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับมาตรการค่าเงินบาทให้มากขึ้น
อสังหาฯ พร้อมรบครึ่งปีหลัง
ทางด้านภาคอสังหาริมทรัพย์ แม้ว่าสัปดาห์สุดท้ายของเดือน มิ.ย. เศรษฐกิจ การเงินระหว่างประเทศกำลังผันผวนอย่างมาก แต่ผู้ประกอบการยังมั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัย แต่การที่แบงก์เข้มในการปล่อยสินเชื่ออาจส่งผลกระทบต่อการซื้อที่อยู่อาศัยมากกว่า โดยเฉพาะกับตลาดบ้านระดับต่ำกว่า 3 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตลาดดังกล่าวเป็นตลาดใหญ่ที่ยังมีความต้องการต่อเนื่อง ทำให้ค่ายแสนสิริแตก 2 แบรนด์ใหม่ ลุยตลาดบ้านต่ำกว่า 3 ล้านบาท
ทางด้านค่ายเอพีประเมินว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในครึ่งปีหลังยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงค่อนข้างมากทั้งจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะจีน ภาวะเงินทุนไหลออก แรงงานที่หาได้ยากขึ้น รวมไปถึงราคาที่ดินที่ปรับสูงขึ้นเฉลี่ย 10-20% วัสดุก่อสร้างแพงขึ้น 10% ทำให้ค่ายเอพีต้องปรับรูปแบบการลงทุนในครึ่งปีหลัง ด้วยการเปิดโครงการแนวราบและแนวสูงในสัดส่วนที่เท่ากัน พร้อมกับขยายไปยังหัวเมืองรองเพื่อสร้างการเติบโตจากตลาดใหม่ๆ
อสมท เคาะดีลพรีเมียร์ลีก 4 ก.ค.
กลายเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจว่า บริษัท อสมท จะตัดสินใจซื้อต่อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก 17 แมตช์ จากบริษัท ซีทีเอช มูลค่า 480 ล้านบาท โดยบอร์ด อสมท ได้ตั้งคณะทำงาน 4 คน คือ นายจักรพันธุ์ ยมจินดา รองประธานกรรมการ บริษัท อสมท นายสุรชัย โฆษิตเสรีวงค์ กรรมการ นายยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ กรรมการ และนายธนะชัย วงศ์ทองศรี รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท เจรจาผลประโยชน์กับซีทีเอชใน 2 เรื่องหลัก คือ จำนวนแมตช์ที่ได้รับสิทธิถ่ายทอดสด อสมท สามารถเลือกคู่แข่งขันได้ และสิทธิประโยชน์ใดที่ อสมท จะได้รับเพิ่มอีก โดยจะสรุปให้ทันวันที่ 4 ก.ค.นี้ ซึ่งคาดว่ารูปแบบสัญญาจะเป็นลักษณะแบ่งประโยชน์ร่วมกัน แต่ก็มีกระแสว่าอาจเปลี่ยนรูปแบบสัญญาเป็นไทม์แชริ่งได้
ทางด้านยอดพรีเซลที่มีเข้ามาก่อนหน้านี้ประมาณ 270 ล้านบาท ถือว่าเป็นการตอบรับที่ดี ด้านกลุ่มพนักงานและลูกจ้าง อสมท ได้ทำหนังสือถึง รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขอให้พิจารณาเปลี่ยน สุธรรม แสงประทุม ประธานบอร์ด และจักรพันธุ์ ยมจินดา รองประธานบอร์ด พร้อมกับเลื่อนพิจารณาเรื่องนี้ออกไปก่อน
ฟรีวีซ่าญี่ปุ่นกระตุ้นยอดเที่ยว
รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศข่าวดียกเว้นทำวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่นให้คนไทยที่ต้องการเข้าไปท่องเที่ยวในญี่ปุ่นระยะสั้นไม่เกิน 15 วัน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2556 เป็นต้นไป เชื่อว่าจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนไทยไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นมากขึ้น จากที่ก่อนหน้านี้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลญี่ปุ่นเช่นกัน โดยจากกรณีนี้บริษัทนำเที่ยวหลายรายเชื่อว่านี่คือการสร้างแรงจูงใจให้มนุษย์เงินเดือนไปเที่ยวญี่ปุ่นมากขึ้นเพราะไม่ต้องเสียเวลาขอใบรับรองการทำงาน สามารถเดินทางไปเที่ยวได้โดยไม่ต้องวางแผน รวมถึงการเที่ยวผ่านบริษัทนำเที่ยวก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
นอกจากนี้ การยกเว้นทำวีซ่าจะมีส่วนช่วยเพิ่มนักท่องเที่ยวใหม่ๆ เช่น กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า เจ้าของกิจการขนาดเล็ก วัยเกษียณ จะไปเที่ยวญี่ปุ่นมากขึ้น คาดว่าสัดส่วนของแพ็กเกจท่องเที่ยวญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้น 15-25% โดยตลาดรวมคนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นมีปีละ 2.5 แสนคน หากยกเว้นวีซ่าน่าจะเพิ่ม 30% อีกทั้งยังเชื่อว่าการแข่งขันระหว่างบริษัทนำเที่ยวในเส้นทางญี่ปุ่นจะสูงขึ้นด้วย เพราะเดิมเส้นทางนี้แข่งขันไม่สูงเนื่องจากบริษัทนำเที่ยวต้องมีเครือข่าย ช่วยเหลือลูกค้าดำเนินการขอวีซ่าญี่ปุ่น รวมทั้งต้องมีศักยภาพขอโควต้าตั๋วเครื่องบิน ซึ่งไม่ใช่ทุกบริษัททำได้







