
สร้างอาหารสู้โรคอ้วน
สศอ.ดึงผู้ประกอบการวิจัยอาหารไทยเพื่อสุขภาพ พัฒนาสู่อาหารควบคุมน้ำหนักเชิงพาณิชย์ ตอบโจทย์กระแสผู้บริโภคกังวลโรคอ้วนมากขึ้น
สศอ.ดึงผู้ประกอบการวิจัยอาหารไทยเพื่อสุขภาพ พัฒนาสู่อาหารควบคุมน้ำหนักเชิงพาณิชย์ ตอบโจทย์กระแสผู้บริโภคกังวลโรคอ้วนมากขึ้น
นายสมชาย หาญหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ.ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดโครงการพัฒนานวัตกรรมชุดตำรับอาหารไทยเพื่อสุขภาพเชิงพาณิชย์ โดยจะดึงผู้ผลิตอาหารที่มีศักยภาพเข้ามาร่วมศึกษาวิจัยรายการอาหารไทย และพัฒนาไปสู่การผลิตอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมหรือลดน้ำหนัก ขณะนี้มีผู้ผลิตอาหารแสดงความสนใจร่วมโครงการ 34 ราย และจะคัดให้เหลือ 2 ราย
โครงการดังกล่าวจะดึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตมาค้นคว้าผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า ปรับอาหารไขมันสูงให้เป็นสูตรไร้มัน โดยยังคงรสชาติและมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน ตั้งงบดำเนินการ 6 ล้านบาท ถึงสิ้นปีงบ ประมาณ 2556
“เบื้องต้นโครงการนี้จะเน้นการผลิตอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับคนไทย แต่หากพัฒนาเมนูอาหารที่มีศักยภาพก็อาจจะพัฒนาไปสู่การผลิตเพื่อส่งออกในอนาคต” นายสมชาย กล่าว
ทั้งนี้ โครงการพัฒนานวัตกรรมชุดตำรับอาหารไทยเพื่อสุขภาพเชิงพาณิชย์เกิดขึ้นเพื่อตอบรับกับกระแสที่ประชาชนไทยใส่ใจในการดูแลสุขภาพมากขึ้น และพบว่ามีความกังวลเกี่ยวกับโรคอ้วนมากขึ้น คิดเป็นสัดส่วน 16.6% แซงหน้าโรคร้ายอย่างโรคมะเร็ง ไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน
สำหรับพฤติกรรมของผู้บริโภคทุกวันนี้ ยังมีพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกหลักโภชนาการ ใช้ชีวิตอย่างรีบเร่ง หมดเวลาไปกับการทำงาน และไม่มีเวลาออกกำลังกาย รวมทั้งการใช้เวลากับหน้าจอคอมพิวเตอร์และดูโทรทัศน์ ทำให้เกิดภาวะโรคอ้วนเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะการรับประทานอาหารให้พลังงานสูง แต่มีคุณค่าต่ำ ประกอบกับรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันที่เร่งรีบ และมีเวลาออกกำลังกายน้อยลง หมดเวลาไปกับการทำงาน การเดินทาง และการพักผ่อนอยู่กับที่ เช่น ดูโทรทัศน์ และอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ จนมีน้ำหนักเกิน
นายสมชาย กล่าวว่า ปีนี้ สศอ.มีโครงการพัฒนาอาหารเพื่อไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์อยู่ 2 โครงการ คือ อาหารเพื่อสุขภาพ และอาหารเพื่อคนสูงอายุ และในปีงบประมาณ 2557 มีแผนจะจัดโครงการพัฒนาลักษณะเดียวกัน 4 โครงการ สอดคล้องกับที่ สศอ. ของบประมาณเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารที่รวมถึงการพัฒนาศักยภาพการผลิตด้วยราว 25 ล้านบาท จากงบประมาณที่ สศอ. ขอไปทั้งสิ้น 200 ล้านบาท







