
โรงแรม 5 ดาว หันดึงคนไทย กู้วิกฤต
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่นอกฤดูกาลท่องเที่ยว (โลว์ซีซัน) อย่างเต็มขั้นในต้นเดือน พ.ค. ยิ่งเพิ่มระดับความยากลำบากในการประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตที่ได้รับจากแรงปะทะทางการเมือง ถึงขั้นมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งส่งผลด้านจิตวิทยาต่อสังคมโลกที่มองมายังดินแดนสยามเมืองยิ้ม กลายเป็นประเทศที่ไม่ปลอดภัย หากเลือกเดินทางมาท่องเที่ยวในช่วงนี้
ทั้งนี้ สถานการณ์ที่ยืดเยื้อแบบหาแสงสว่างไม่เจอ ยิ่งดับฝันให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยตกอยู่ในอาการ
“ปลง”ประกิจ ชินอมรพงษ์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) สะท้อนภาพรวมท่องเที่ยวไทยว่า ธุรกิจโรงแรมย่ำแย่มาก โดยเฉพาะโรงแรมระดับ 5 ดาว จำนวน 7 แห่ง ที่ตั้งอยู่ใกล้สถานที่การชุมนุมม็อบกลุ่มคนเสื้อแดง บริเวณสี่แยกราชประสงค์เข้าขั้นโคม่า เช่น โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ อัตราการเข้าพักเฉลี่ย 2% ส่วนโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ เฉลี่ยไม่ถึง 10% เป็นต้น
นอกจากนี้ ภาพรวมห้องพักทั่วประเทศเริ่มได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน เนื่องจากยอดการจองเข้าพักในช่วง 23 เดือนข้างหน้า ไม่มียอดการจองเข้ามา เชื่อว่าในช่วงโลว์ซีซันที่จะถึงนี้ผู้ประกอบการโรงแรมทุกระดับ จะปรับกลยุทธ์การขายห้องพัก โดยมุ่งเจาะนักท่องเที่ยวคนไทย ด้วยการจัด ลด แลก แจก แถม เหมือนที่ผ่านมา ซึ่งจะกระทบโครงสร้างราคาอีกครั้ง แต่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ
ขณะที่ อภิชาติ สังฆอารี กรรมการสหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย (เฟตตา) บอกว่า ในปีนี้การท่องเที่ยวไทยในช่วงโลว์ซีซัน ธุรกิจท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบหนักสุดในรอบ 20 ปี ถือเป็นวิกฤตที่หนักหน่วงมาก เพราะปกติช่วงนี้จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามามีจำนวนน้อยเป็นทุนเดิม กลับถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อ
โดยคาดว่าโลว์ซีซันปีนี้ในช่วงระหว่างเดือน พ.ค.ต.ค. จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยลดลง รวมถึงรายได้ลดลงกว่า 50% จากปีปกติเฉลี่ยที่ 45 ล้านคน มีรายได้ 1.5 แสนล้านบาท
เนื่องจากกลุ่มประเทศที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และภาคเอกชน คาดหวังไว้ว่าจะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวสำหรับช่วงโลว์ซีซันอย่างกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เช่น ประเทศคูเวต อิหร่าน บาห์เรน ฯลฯ ส่วนขณะที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ส่วนใหญ่ออกประกาศเตือนนักท่องเที่ยวห้ามเดินทางมาไทยในระดับสูงสุด ขณะที่กลุ่มยุโรปไม่ได้วางแผนเดินทางมาไทยในช่วงนี้อยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 21 เม.ย. กรรมการเฟตตาจะประชุมเพื่อรวบรวมความเสียหายที่เกิดขึ้น เบื้องต้นจะเสนอ 2 แนวทางเร่งด่วน ได้แก่ 1 ทุกภาคธุรกิจร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียว แสดงจุดยืนร้องขอให้ฝ่ายผู้ชุมนุมและรัฐบาลเจรจาเพื่อยุติปัญหาที่เกิดขึ้น และ 2 หลังเหตุการณ์ยุติ หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบด้านท่องเที่ยว ต้องเร่งเจรจาปลดล็อก 36 ประเทศที่ออกประกาศเตือนนักท่องเที่ยว และ 7 ประเทศที่เตือนระดับสูงสุด ให้ปลดล็อกเพื่อให้เกิดการเดินทาง
นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ต้องมีแผนการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทันทีที่เหตุการณ์ยุติ
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การประเมินสถานการณ์อาจไม่เห็นภาพที่ชัดเจนมากนักว่าจะเป็นไปในทิศทางใด เพราะความวุ่นวายยังไม่ยุติ แต่ยิ่งยืดเยื้อซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของชาวต่างชาติ จึงเชื่อว่าในปีนี้การท่องเที่ยวของประเทศได้ปิดประตูลงแล้ว โดยนับจากนี้คาดต้องใช้ระยะเวลาการฟื้นฟูนาน 12 ปี กว่าการท่องเที่ยวไทยจะกลับสู่ความเฟื่องฟูอีกครั้ง
สำหรับตลาดที่มีความอ่อนไหวต่อเหตุการณ์ความไม่สงบสูง แต่เป็นตลาดที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของธุรกิจท่องเที่ยวไทยอย่างจีนและญี่ปุ่นนั้น เอนก ศรีชีวะชาติ นายกสมาคมส่งเสริมสัมพันธ์ท่องเที่ยวไทยญี่ปุ่น กล่าวว่า ทัวร์ญี่ปุ่นที่จะเดินทางมาไทยช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะกลุ่มประชุมสัมมนา (ไมซ์) ได้ทยอยยกเลิกการเดินเข้ามาไทยยาวถึงปลายปี ซึ่งในปีนี้คาดว่าคนญี่ปุ่นจะมาไทย ราว 9 แสน1 ล้านคน เทียบจากเป้าหมาย 1.2 ล้านคน ในกรณีที่สถานการณ์ยุติเร็ว แต่ในช่วงโลว์ซีซันที่จะถึงนี้ คาดว่านักท่องเที่ยวจะลดลงราว 34 แสนคน สูญรายได้ราว 6,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยตัวเอง (เอฟไอที)
ด้านตลาดไทยเที่ยวไทย ซึ่งเป็นความหวังของผู้ประกอบการ ได้รับการยืนยันจาก มัยรัตน์ พีระญาณ์โกเศส นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศ (สทน.) ย้ำว่า คนไทยได้ชะลอการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงโลว์ซีซันนี้ เพราะไม่มีจิตใจที่จะเที่ยว ซึ่งทุกคนจดจ่อกับปัญหาการเมืองว่าจะมีข้อยุติในทิศทางใด
ภาพความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น ปลุกจิตสำนึกให้ผู้ที่สร้างปัญหาให้กับประเทศไทยหยุดคิด และหาทางออกให้กับบ้านเมือง เพื่อให้ทุกธุรกิจลืมตาอ้าปากได้เสียที







