
ศิลป์ร่วมสมัยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์
วัฒนธรรมนำเศรษฐกิจเป็นแนวคิดที่หลายประเทศใช้เพื่อส่งออกศิลปวัฒนธรรมออกไปสู่สายตาชาวโลก
โดย...อัฏฐวรรณ ลวณางกูร
วัฒนธรรมนำเศรษฐกิจเป็นแนวคิดที่หลายประเทศใช้เพื่อส่งออกศิลปวัฒนธรรมออกไปสู่สายตาชาวโลก รวมสร้างรายได้เข้าประเทศได้มหาศาล ซึ่งไทยเองก็มีแนวคิดที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนฐานวัฒนธรรมเช่นกัน และศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยก็สามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์บนเส้นทางประชาคมอาเซียนได้
เขมชาติ เทพไชย ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม เล่าถึงภารกิจในช่วงเลี้ยวโค้งสู่ประชาคมอาเซียน ว่า วาระเร่งด่วนของ สศร. มีเรื่องหลักๆ คือ ทัศนศิลป์ ดนตรี และวรรณศิลป์ ปีที่ผ่านมาได้ร่วมมือกับประเทศต่างๆ ทั้งในและนอกอาเซียน จัดงานแสดงศิลปกรรมร่วมสมัยในภูมิภาค ซึ่งงานด้านทัศนศิลป์มีส่วนเชื่อมโยงทั้งความคิด ความเชื่อ วิถีชีวิต ที่ถ่ายทอดออกมา และในปีต่อๆ ไป งานด้านนี้ก็ต้องทำต่อเนื่อง
ส่วนด้านดนตรีมีโครงการจัดแสดงคอนเสิร์ตร่วมสมัยบิ๊กแบนด์ โดยคัดเลือกเยาวชนที่มีความสามารถทางดนตรีหลากหลายประเภทมาฝึกและจัดแสดงร่วมกับมืออาชีพ บรรเลงเพลงที่เป็นรากเหง้าของไทยและเพลงสากล ต่อไปจะใส่เพลงในอาเซียนเข้าไปเพื่อเผยแพร่ดนตรีในภูมิภาค รวมถึงกลุ่มประเทศคู่เจรจาและด้านวรรณศิลป์ ที่ผ่านมามีโครงการวรรณกรรมสัมพันธ์ไทยและเพื่อนบ้าน โดยร่วมมือกับเพื่อนบ้านนำวรรณกรรมดีๆ มาแปล
จากนี้ไปจะเน้นเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพราะไทยมีผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมมาก จึงมีแนวคิดจะจัดกิจกรรมส่งเสริมเรื่องนี้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งมีทั้งงานจักสาน แกะสลัก ลายพิมพ์ เสื้อผ้า ฯลฯ หากพัฒนาให้มีมูลค่าเพิ่มและสร้างแบรนด์ก็จะช่วยเสริมเศรษฐกิจของประเทศ ยกตัวอย่างเครื่องหนัง หากใส่ลวดลาย ดีไซน์ ปรับการใช้สอยให้โดนใจ ก็จะทำให้ราคาสูงขึ้น
สศร.จะร่วมมือกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดและองค์กรต่างๆ โดยเฉพาะที่อยู่ตามตะเข็บชายแดน ส่งเสริมอุตสาหกรรมวัฒนธรรม เพื่อเปิดโอกาสให้คนท้องถิ่น งานนี้จะต่างกับโอท็อปเพราะจะเน้นสินค้าวัฒนธรรม โดยสำนักงานจะใช้ช่องทางการค้าตามแนวชายแดน ที่ผู้คนซื้อของผ่านเข้าออกได้ง่าย และสร้างตลาดกลางขึ้นมาในลักษณะมหกรรมสินค้าที่จัด ณ ศูนย์วัฒนธรรมต่างๆ หรือสถานที่สำคัญๆ
งานศิลปะร่วมสมัยที่มีโอกาสในเชิงธุรกิจมีหลายประเภท โดยเฉพาะผ้าไทย หากนำมาผสมผสานกับวัฒนธรรมจะทำให้มีจุดขายมากขึ้น รวมถึงอาหารไทยก็สามารถทำการตลาดที่เชื่อมโยงกับอาเซียนได้ เพราะหลายประเทศมีวัฒนธรรมการกินข้าวเหมือนกัน เพียงแต่กับข้าวหลากหลายแตกต่างกันไป ขณะที่ไทยมีจุดแข็งเรื่องอาหารอยู่แล้ว สามารถนำเมนูอาหารดังๆ มาปรับให้สอดคล้องกับอาเซียนโดยไม่ลืมรากเหง้าของไทย เช่น แกงมัสมั่นไก่ ต้มยำกุ้ง
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดสนับสนุนหนังสั้น ให้เยาวชนสนใจทำหนังสั้นที่ไม่ซับซ้อนมากนัก แต่สามารถถ่ายทอดความคิด สะท้อนวิถีชีวิตของชุมชน และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ในท้องถิ่นมีวัตถุดิบอยู่แล้ว ทั้งเรื่องราว ทำเลถ่ายทำ และทรัพยากรพร้อม ซึ่งต้องดำเนินการส่งเสริมควบคู่ไปกับการจัดหาพื้นที่ฉายตามสถานีโทรทัศน์
ขณะที่เพื่อนบ้านในอาเซียนก็เริ่มมีความสนใจหนังสั้นเช่นกัน เพราะไม่ต้องลงทุนมาก และสื่อความรู้สึกดีๆ ต่อกันได้ อีกทั้งในหนังสั้นยังสามารถใส่ศิลปะแขนงอื่นๆ สอดแทรกเข้าไปให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของแต่ละชาติ เช่น การออกแบบแฟชั่น รูปแบบการตัดเย็บเสื้อผ้า รวมถึงอาจเกิดความร่วมมือและแลกเปลี่ยนเรื่องหนังสั้นในอาเซียนตามมา
เขมชาติ มองว่า ความท้าทายในมิติด้านวัฒนธรรมหลังการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน นอกเหนือจากความขัดแย้งเรื่องเขตแดนที่ยังมีอยู่ ยังอาจเกิดการแย่งชิงความเป็นเจ้าของวัฒนธรรม ทั้งการขึ้นทะเบียนโบราณสถานและมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Heritage) อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง แต่ก็มีทางหลีกเลี่ยง หากเข้าใจว่าก่อนจะแบ่งเขตประเทศ แถบนี้เคยเป็นแผ่นดินสุวรรณภูมิที่มีรากวัฒนธรรมเดียวกัน มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันมานาน ระวังอย่าตกหลุมพรางของอัตตาหรือทิฐิ







